วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

Adam Smith

อดัม สมิธ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อดัม สมิธ
ชื่อเต็มอดัม สมิธ
ยุคสมัยเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิก
แนวทางนักเศรษฐศาสตร์ชาวตะวันตก
สาขาเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิก
ความสนใจหลักวิชาปรัชญาการเมือง, หลักจรรยา,เศรษฐศาสตร์
แนวความคิดสำคัญเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิก
ตลาดเสรีสมัยใหม่
ลำดับของแรงงาน
มือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand)
อดัม สมิธ (อังกฤษAdam Smithนักปรัชญาศีลธรรม และ นักเศรษฐศาสตร์การเมืองผู้บุกเบิกชาวสกอตแลนด์ อดัม สมิธ เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการกำหนดแนวคิดเศรษฐศาสตร์แนวตลาดเสรี เป็นบุคคลสำคัญในขบวนการที่เป็นที่รู้จักในชื่อว่า "ยุคสว่างของสกอตแลนด์" (Scottish Enlightenment) โดยเป็นที่รู้จักในฐานะผู้แต่งศาสตรนิพนธ์2 เรื่องคือ ทฤษฎีว่าด้วยศีลธรรมเร้าอารมณ์ (พ.ศ. 2302) และ การสอบสวนธรรมชาติและสาเหตุแห่งความมั่งคั่งของประชาชาติ (พ.ศ. 2319) ซึ่งศาสตรนิพนธ์เรื่องหลังนับเป็นความพยายามในยุคแรกๆ ของการศึกษาอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของการพัฒนาอุตสาหกรรมและพานิชยกรรมในยุโรป อีกทั้งยังเป็นการโจมตีลัทธิพาณิชยนิยมอย่างไม่ปล่อย งานของอดัม สมิธได้กลายเป็นรากฐานวิชาการเศรษฐศาสตร์ตลาดเสรีและช่วยเป็นเหตุผลเชิงปัญญาที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดที่มารองรับการค้าเสรี ระบอบทุนนิยมและอิสรเสรีนิยม

ประวัติ[แก้]

อดัม สมิธ เป็นที่รู้จักมากที่สุดในฐานะเป็นเจ้าของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ลัทธิเสรีนิยมที่ประณามสมาคมอาชีพในยุโรปยุคคริสต์ศตวรรษที่ 18 (พ.ศ. 2244 - พ.ศ. 2343) สมิธเชื่อในสิทธิ์ของบุคคลที่จะสามารถใช้อิทธิพลของตนเองสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของตนเองได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องตกเป็นหุ่นเชิดของสมาคมอาชีพหรือของรัฐ ทฤษฎีของสมิธมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐศาสตร์เดิมของยุโรป ทำให้ยุโรปส่วนใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบการค้าเสรี ที่ยอมให้ผู้ประกอบการรวมตัวกันได้ อดัม สมิธได้รับการยกย่องเป็น "บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์"

การศึกษา[แก้]

อดัม สมิธ ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ในสาขาปรัชญาศีลธรรมกับฟรานซิส ฮัทชีสัน ที่มหาวิทยาลัยนี้เองที่อดัม สมิธได้เกิดกัมภาวะอย่างแรงกล้าในเสรีภาพ เหตุผล และเสรีภาพในการพูด ในปี พ.ศ. 2283 สมิธได้รับรางวัล "สเนลล์เอกซ์บิชัน" (รางวัลเรียนดีสำหรับนิสิตกลาสโกว์ที่ต้องการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด) และเข้าเรียนที่ วิทยาลัยบาลลิออล แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แต่ออกซ์ฟอร์ดในยุคนั้นก็ไม่ได้ให้สิ่งที่จะเป็นงานสำคัญในชีวิตต่อมาของสมิธมากนัก สมิธออกจากออกซ์ฟอร์ดเมื่อ พ.ศ. 2289 ในหนังสือเล่ม 5 เรื่อง"ความมั่งคั่งของประชาชาติ" (The Wealth of Nations) ได้วิจารณ์เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยของอังกฤษในขณะนั้นว่ามีคุณภาพในการสอนต่ำและมีกิจกรรมเชิงปัญญาน้อยเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยสก็อตคู่แข่ง สมิธเห็นว่าเป็นผลที่เกิดจากเงินกองทุนที่มีมากมายเกินไปทั้งที่ออกซ์ฟอร์ดและเคมบริดจ์ทำให้ศาสตราจารย์มีรายมากได้โดยไม่ต้องมีความสามารถในการสร้างความน่าสนใจแก่นิสิต และทำให้นักอักษรศาสตร์มีความเป็นอยู่สุขสบายมากกว่าประมุขฝ่ายศาสนจักรของอังกฤษเสียอีก

งานอาชีพในเอดินบะระและกลาสโกว์[แก้]

ในปี พ.ศ. 2291 อดัม สมิธ เริ่มงานบรรยายสาธารณะในเอดินบะระโดยการอุปถัมภ์ของ ลอร์ดเคมส์ แต่ต่อมาได้เริ่มงานเขียนเรื่อง "ความก้าวหน้าแห่งความมั่งคั่งสมบูรณ์" ซึ่งนับเป็นก้าวแรกในวัย 20 ต้นๆ ของสมิธที่สนับสนุนปรัชญาเศรษฐศาสตร์ว่าด้วย "ระบบที่ชัดเจนและง่ายของเสรีภาพธรรมชาติ" ซึ่งสมิธได้ประกาศต่อโลกในหนังสือ "ความมั่งคั่งของประชาชาติ" ประมาณ พ.ศ. 2293 สมิธได้พบกับนักปรัชญาชื่อ เดวิด ฮูม ซึ่งอายุมากกว่าสมิธประมาณ 10 ปี จะปรากฏพบความขนานในแนวคิดของทั้งสองในงานเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การเมือง ปรัชญา เศรษฐศาสตร์และศาสนาที่เกิดจากการมิตรภาพที่ใกล้ชิดสนิทสนมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางปัญญากันอยู่เสมอจนเกิดเป็นแนวคิดใหม่ที่เรียกกันว่า "ยุคสว่างของสกอตแลนด์" แอดัมสมิธเป็นสมาชิกสำคัญของ สโมสรโปกเกอร์แห่งเอดินบะระ

ช่วงปลายของชีวิต[แก้]

ในปี พ.ศ. 2321 อดัม สมิธได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าหลวงศุลกากรในสกอตแลนด์และได้ย้ายไปอยู่กับแม่ที่เอดินบะระ ในปี พ.ศ. 2326 สมิธได้เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง "ราชสมาคมแห่งเอดินเบรอะ" และจาก พ.ศ. 2330 - พ.ศ. 2332 ได้รับตำแหน่งอธิการบดีกิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยกลาสโกว์
อดัม สมิธถึงแก่กรรมที่ เอดินบะระ สก็อตแลนด์เมื่ออายุได้ 67 ปี หลังจากการเจ็บป่วยที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ศพของสมิธได้รับการฝังไว้ที่แคนอนเกทเคิร์กยาร์ด

งานสำคัญ[แก้]

Inquiry into the nature and causes of the wealth of nations, 1922
  • ทฤษฎีว่าด้วยศีลธรรมเร้าอารมณ์ (The Theory of Moral Sentiments) (พ.ศ. 2302)
  • การสอบสวนธรรมชาติและสาเหตุแห่งความมั่งคั่งของประชาชาติ (An Inquiry Into the Nature and Causes of the Wealth of Nations) ( พ.ศ. 2319)
  • ความเรียงต่างๆ ว่าด้วยเรื่องของปรัชญา (Essays on Philosophical Subjects) (ตีพิมพ์หลังการเสียชีวิตแล้ว พ.ศ. 2338)
  • Lectures on Jurisprudence (ตีพิมพ์หลังการเสียชีวิตแล้ว พ.ศ. 2519)
หลักการภาษีของอดัม สมิธ ในหนังสือ An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations นั้น แอดัม สมิธได้กำหนดหลัก (maxim) 4 ข้อเกี่ยวกับการภาษีโดยทั่วไป ดังนี้ ภาค 5 บทที่ 2 ย่อหน้า 24 หรือย่อว่า V.2.24)
  1. คนในบังคับของรัฐทุกรัฐพึงจ่ายเงินค้ำจุนรัฐบาลตามส่วนกับความสามารถของตน นั่นคือ ตามส่วนกับประโยชน์ที่ตนได้รับภายใต้การคุ้มครองของรัฐ
  2. ภาษีที่แต่ละคนต้องจ่ายพึงมีความแน่นอน ไม่ใช่กำหนดตามอำเภอใจ กำหนดเวลาชำระ วิธีชำระ และจำนวนที่ต้องชำระพึงมีความชัดเจน เข้าใจง่ายสำหรับผู้ชำระและทุกคน
  3. พึงเก็บภาษีทุกชนิดในเวลาหรือโดยวิธีที่น่าจะสะดวกที่สุดสำหรับผู้จ่าย
  4. พึงคิดหาวิธีที่สิ้นเปลืองน้อยที่สุดในการจัดเก็บภาษีทุกชนิดแก่ทั้งรัฐและผู้จ่ายภาษี ความสิ้นเปลืองนี้แบ่งได้เป็น 4 ประการ คือ
    1. ใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมาก หรือต้องตั้งรางวัลมาก
    2. ภาษีอาจขัดขวางความอุตสาหะของราษฎร พลอยทำให้การมีงานทำและรายได้ลดลง
    3. การริบทรัพย์หรือปรับผู้ที่พยายามหลบเลี่ยงภาษีมักทำให้พวกเขาหมดตัว ทำให้กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ต่อสังคม ภาษีที่เลวมักล่อใจให้คนลักลอบค้าของเถื่อน และโทษก็จะเพิ่มขึ้นตามแรงดึงดูดใจ ในขั้นแรกกฎหมายซึ่งขัดกับหลักยุติธรรมจะล่อใจให้อยากละเมิด แล้วก็จะลงโทษอย่างรุนแรงในสถานการณ์ซึ่งควรลดแรงล่อใจให้ก่ออาชญากรรม
    4. การที่ราษฎรถูกเยี่ยมกรายบ่อยและถูกตรวจสอบอย่างน่ารังเกียจจะก่อความเดือดร้อน รบกวน และกดขี่อย่างมากโดยไม่จำเป็น แม้การรบกวนจะมิใช่ค่าใช้จ่าย แต่ทุกคนก็ยินดีจ่ายเพื่อไถ่ตนเองให้พ้นจากการรบกวนนี้
อดัม สมิธเห็นว่าภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร ภาษีกำไร (ส่วนใหญ่คือดอกเบี้ยสำหรับทุน) จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากเกินไปในการเก็บ เช่น ภาษีสรรพสามิต หรือทำให้ผู้ผลิตท้อถอย เช่น ภาษีกำไร สมิธคัดค้านภาษีที่เปิดโอกาสให้มีการรุกล้ำความเป็นส่วนตัว สำหรับภาษีสรรพสามิตนั้น ท่านกล่าวว่า “ทำให้ทุกครอบครัวอาจถูกเยี่ยมกรายและตรวจสอบอย่างน่ารังเกียจจากเจ้าพนักงานภาษี...ไม่สอดคล้องกับเสรีภาพเลย” (V.3.75)
ภาษีที่อดัม สมิธเสนอแนะให้เก็บมี 2 ชนิด คือ ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย และ ภาษีค่าเช่าที่ดิน (มูลค่าครอบครองที่ดินรายปี)
สำหรับสินค้าฟุ่มเฟือย อดัม สมิธอธิบายคำว่า ‘จำเป็น’ ว่าอาจเปลี่ยนไปได้แล้วแต่สถานที่และเวลา ซึ่งขณะนั้น เสื้อผ้าลินิน รองเท้าหนัง อาหารและที่อยู่อาศัยขั้นต่ำถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น ท่านตำหนิรุนแรงว่าภาษีที่เก็บจากสินค้าจำพวกเกลือ สบู่ ฯลฯ เป็นการเอาจากคนที่ยากจนที่สุดโดยไม่เป็นธรรม ท่านถือว่าภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย เช่นยาสูบ เป็นภาษีที่ดีเลิศ เพราะไม่มีใครถูกบังคับให้ต้องจ่าย “ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยไม่มีแนวโน้มที่จะไปเพิ่มราคาโภคภัณฑ์อื่น ๆ เว้นแต่โภคภัณฑ์ที่ถูกเก็บภาษี … ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยนั้นในที่สุดผู้บริโภคสิ่งนั้นจะเป็นผู้จ่ายโดยไม่ใช่เป็นการลงโทษ” (V.2.154)
ภาษีที่น่ายกย่องมากกว่าคือภาษีที่ดิน “ทั้งค่าเช่าที่ดินที่ตั้งอาคาร (ground-rents) และค่าเช่าที่ดินเกษตร (ordinary rent of land) ต่างเป็นรายได้ชนิดที่ส่วนมากเจ้าของได้รับโดยตนเองมิต้องเอาใจใส่หรือสนใจ แม้จะแบ่งรายได้นี้ส่วนหนึ่งไปเป็นค่าใช้จ่ายของรัฐก็จะไม่เกิดการท้อถอยแก่อุตสาหกรรมใด ๆ ผลผลิตรายปีของที่ดินและแรงงานแห่งสังคม ซึ่งเป็นทรัพย์และรายได้จริงของประชาชนส่วนใหญ่ จะยังคงเดิมหลังจากมีการเก็บภาษีนี้ ดังนั้นค่าเช่าที่ดินที่ตั้งอาคารและค่าเช่าที่ดินเกษตรอาจเป็นรายได้ชนิดที่สามารถจะเก็บภาษีเป็นพิเศษได้ดีที่สุด” (V.2.75)
ในภาคแรกอดัม สมิธกล่าวไว้ว่า “ดังนั้นค่าเช่าที่ดิน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่จ่ายสำหรับการใช้ที่ดิน จึงเป็นราคาแบบผูกขาดโดยธรรมชาติ มิใช่เป็นอัตราส่วนกับการซึ่งเจ้าที่ดินอาจลงทุนไปเพื่อปรับปรุงที่ดินแต่อย่างใดเลย หรือมิใช่ตามส่วนกับความสามารถที่เขาจะเรียกเอา แต่เป็นตามส่วนกับความสามารถของชาวนาที่จะให้” (I.11.5)
และในตอนสรุปของบทนี้ของภาคแรก อดัม สมิธได้ตั้งข้อสังเกตว่า “การทำให้สภาวการณ์ของสังคมดีขึ้นทุกอย่างมีแนวโน้มที่จะทำให้ค่าเช่าแท้จริงของที่ดินสูงขึ้นไม่ทางตรงก็ทางอ้อม จะเพิ่มความมั่งคั่งแท้จริงให้แก่เจ้าที่ดิน เพิ่มกำลังซื้อของเขาต่อแรงงาน หรือผลผลิตแห่งแรงงานของผู้อื่น” (I.11.255)
“การขยายสิ่งปรับปรุงและการเพาะปลูกมักจะทำให้ค่าเช่าที่ดินสูงขึ้นโดยตรง ส่วนแบ่งของเจ้าที่ดินในผลผลิตย่อมจะต้องเพิ่มขึ้นเมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น” (I.11.256)
ภาษีที่สมิธคัดค้านรุนแรงที่สุดคือภาษีที่เก็บจากค่าแรงของผู้ใช้แรงงาน - “ในทุกกรณี ภาษีทางตรงที่เก็บจากค่าแรง ในระยะยาวแล้วย่อมจะทำให้ทั้งค่าเช่าที่ดินลดลงมากกว่าและราคาสินค้าประดิษฐกรรมแพงขึ้นมากกว่าที่จะเป็นถ้ามีการประเมินเก็บภาษีส่วนหนึ่งจากค่าเช่าที่ดินและอีกส่วนหนึ่งจากสินค้าแทน (ภาษีจากค่าแรง) ” (V.2.132)

Montesquieu

มงแต็สกีเยอ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ชาร์ล เดอ เซอกงดา บารงแห่งมงแต็สกีเยอ
ชาร์ล เดอ เซอกงดา บารงเดอมงแต็สกีเยอ
ชื่อเต็มชาร์ล เดอ เซอกงดา บารงแห่งมงแต็สกีเยอ
เกิด18 มกราคม 1689
ชาโตเดอลาแบรด แบรด จังหวัดฌีรงด์ประเทศฝรั่งเศส
เสียชีวิต10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1755 (66 ปี)
ปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ยุคสมัยปรัชญาศตวรรษที่ 18
แนวทางปรัชญาตะวันตก
สาขายุคเรืองปัญญา
ความสนใจหลักปรัชญาการเมือง
แนวความคิดสำคัญการแบ่งแยกอำนาจ: อำนาจนิติบัญญัติอำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ
ชาร์ล-หลุยส์ เดอ เซอกงดา บารอนแห่งแบรดและมงแต็สกีเยอ (ฝรั่งเศสCharles-Louis de Secondat, baron de La Brède et de Montesquieu เกิด: 18 มกราคม ค.ศ. 1689; ตาย: 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1755) หรือรู้จักกันในชื่อ มงแต็สกีเยอ (ฝรั่งเศสMontesquieuออกเสียง: [mɔ̃tɛskjø]) เป็นนักวิพากษ์สังคมและนักคิดทางการเมืองชาวฝรั่งเศส ผู้มีชีวิตอยู่ในยุคเรืองปัญญา มีชื่อเสียงเกี่ยวกับทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจที่พูดถึงในการปกครองสมัยใหม่และใช้ในรัฐธรรมนูญในหลายประเทศ และเป็นผู้ที่ทำให้คำว่า ระบบเจ้าขุนมูลนาย (feudalism) และจักรวรรดิไบแซนไทน์(Byzantium) ใช้กันอย่างแพร่หลาย

ประวัติ[แก้]

ชาร์ล-หลุยส์ เดอ เซอกงดา เกิด ณ ปราสาทชาโตเดอลาแบรด ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส บิดามีนามว่าฌัก เดอ เซอกงดา เป็นนายทหารซึ่งเกิดในตระกูลผู้ดี ย่าของชาร์ลนามว่ามารี-ฟร็องซวซ เดอ แป็สแนล ซึ่งเสียชีวิตเมื่อบิดาของชาร์ลมีอายุได้เพียง 7 ขวบ เป็นผู้รับมรดกทางการเงินก้อนใหญ่และเป็นผู้ทำให้ตระกูลเซอกงดาได้รับบรรดาศักดิ์ ลาแบรด ของขุนนางบารอน ภายหลังได้เข้ารับการศึกษาจากวิทยาลัยคาทอลิกแห่งฌุยยี ชาร์ลได้แต่งงานกับหญิงชาวโปรเตสแตนต์นามว่าฌาน เดอ ลาร์ตีก ซึ่งได้มอบสินสอดให้แก่ชาร์ลเมื่อเขาอายุได้ 26 ปี ในปีถัดมาชาร์ลได้รับมรดกจากการที่ลุงของเขาที่เสียชีวิตลงและยังได้รับบรรดาศักดิ์ บารงเดอมงแต็สกีเยอ รวมถึงตำแหน่ง เพรซีด็องอามอร์ตีเย ในรัฐสภาเมืองบอร์โดอีกด้วย ในช่วงเวลานี้เองที่อังกฤษประกาศว่าตนเองเป็นประเทศราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ (ค.ศ. 1688–1689) และได้รวมเข้ากับสกอตแลนด์จากพระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1707 ในการก่อตั้งราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ถัดมาในปี ค.ศ. 1715 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้ทรงครองราชย์มาอย่างยาวนานสวรรคตและได้รับการสืบทอดราชบัลลังก์โดยโอรสพระชนมายุ 5 พรรษา พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของชาติครั้งนี้เองที่มีผลอย่างมากต่อตัวของชาร์ล และกษัตริย์ทั้งสองพระองค์นี้จะถูกกล่าวถึงในงานเขียนของชาร์ลมากมายในเวลาต่อมา
เวลาต่อมาเพียงไม่นานเขาก็ประสบความสำเร็จทางด้านวรรณกรรมจากการตีพิมพ์ แล็ทร์แปร์ซาน (จดหมายเหตุเปอร์เซีย–ค.ศ. 1721) งานเขียนเสียดสีซึ่งสมมติถึงชาวเปอร์เซียผู้เขียนจดหมายตอบโต้ระหว่างเดินทางมายังปารีส ชี้ให้เห็นถึงความไร้สาระของสังคมร่วมสมัย ต่อมาเขาได้ตีพิมพ์ กงซีเดราซียง ซูร์ เล โกซ เดอ ลา กร็องเดอร์ เด รอแม็ง เอ เดอ เลอร์ เดกาด็องส์ (ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่และความเสื่อมถอยของชาวโรมัน–ค.ศ. 1734) ซึ่งนักวิชาการบางกลุ่มมองว่าเป็นผลงานที่เชื่อมระหว่าง แล็ทร์แปร์ซาน กับผลงานชิ้นเอกของเขา เดอแล็สพรีเดลัว (จิตวิญญาณแห่งกฎหมาย) ซึ่งแต่แรกในปี ค.ศ. 1748 ถูกตีพิมพ์โดยไม่ระบุชื่อผู้เขียน และได้กลายมาเป็นงานเขียนซึ่งมีอิทธิพลมหาศาลต่อสังคมภายในเวลาอันรวดเร็ว ในฝรั่งเศสการตอบรับต่องานเขียนนี้ไม่ค่อยจะเป็นมิตรมากนักทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านระบอบการปกครองปัจจุบัน ในปี ค.ศ. 1751 โบสถ์คาทอลิกทั่วประเทศประกาศห้ามเผยแพร่ แล็สพรี–รวมไปถึงงานเขียนชิ้นอื่นของมงแต็สกีเยอ–และถูกบรรจุอยู่ในรายชื่อหนังสือต้องห้าม แต่ในส่วนอื่นของยุโรปกลับได้การตอบรับอย่างสูงโดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร
มงแต็สกีเยอได้รับการยกย่องอย่างสูงจากอาณานิคมของอังกฤษในอเมริกาเหนือ ในฐานะผู้สนับสนุนเสรีภาพแบบอังกฤษ (แม้จะไม่ใช่ผู้สนับสนุนเอกราชของอเมริกา) นักรัฐศาสตร์ โดนัลด์ ลุตซ์ พบว่ามงแต็สกีเยอคือบุคคลทางรัฐศาสตร์และการเมืองที่ถูกเอ่ยถึงมากที่สุดบนแผ่นดินอเมริกาเหนือช่วงก่อนเกิดการปฏิวัติอเมริกา ซึ่งถูกอ้างอิงมากกว่าแหล่งอื่น ๆ โดยผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกา เป็นรองก็แต่เพียงคัมภีร์ไบเบิลเท่านั้น[1] ตามมาด้วยการปฏิวัติอเมริกา งานเขียนของมงแต็สกีเยอยังคงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อเหล่าผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะเจมส์ แมดิสันแห่งเวอร์จิเนีย , บิดาแห่งรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ปรัชญาของมงแต็สกีเยอที่ว่า "รัฐบาลควรถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อที่จะได้ไม่มีมนุษย์ผู้ใดระแวงกันเอง" ได้ยั้งเตือนแมดิสันและผู้อื่นในคณะว่ารากฐานที่เสรีและมั่นคงของรัฐบาลแห่งชาติใหม่นั้นจำเป็นจะต้องมีการแบ่งแยกอำนาจที่ถ่วงดุลและถูกกำหนดกฎเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน
นอกจากการประพันธ์งานเขียนเกี่ยวกับการเมืองและสังคมแล้ว มงแต็สกีเยอยังใช้เวลาหลายปีในการเดินทางไปทั่วยุโรป เช่น ออสเตรียและฮังการี ใช้ชีวิตหนึ่งปีเต็มในอิตาลีและอีก 18 เดือนในอังกฤษ ก่อนที่เขาจะกลับมาพำนักในฝรั่งเศสอีกครั้ง เขาทุกข์ทรมานจากสายตาที่ย่ำแย่ลงจนกระทั่งบอดสนิทในช่วงที่เขาเสียชีวิตจากอาการไข้สูงในปี ค.ศ. 1755 มงแต็สกีเยอถูกฝัง ณ สุสานของโบสถ์แซ็ง-ซูลปิสในกรุงปารีส

ปรัชญาแห่งประวัติศาสตร์[แก้]

หลักปรัชญาแห่งประวัติศาสตร์ของมงแต็สกีเยอได้ลดบทบาทของเหตุการณ์ย่อยและปัจเจกบุคคลลง ซึ่งเขาได้อธิบายทรรศนะนี้ไว้ใน กงซีเดราซียง ซูร์ เล โกซ เดอ ลา กร็องเดอร์ เด รอแม็ง เอ เดอ เลอร์ เดกาด็องส์ ว่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์แต่ละครั้งล้วนแล้วแต่ถูกขับเคลื่อนโดยกระบวนการความเป็นไปของโลก
มันไม่ใช่โชคชะตาที่กำหนดความเป็นไปของโลก ถามชาวโรมันสิ, ผู้ซึ่งประสบกับความสำเร็จสืบเนื่องกันหลายครั้งหลายคราในช่วงที่พวกเขาถูกชักนำโดยแผนการอันชาญฉลาด ในทางกลับกัน, พวกเขาก็เผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายและความเสื่อมถอยเมื่อดำเนินตามอีกแผนการหนึ่ง มันอธิบายได้ว่ามีสาเหตุทั่วไปทั้งทางด้านศีลธรรมและรูปธรรมซึ่งส่งผลต่อกษัตริย์โรมันทุกพระองค์ ทั้งการยกระดับบารมี, การดำรงอยู่ของพระราชอำนาจ หรือแม้แต่การทำให้พระบารมีของกษัตริย์เองนั้นตกต่ำจรดดิน แม้แต่อุบัติเหตุเองก็ถูกควบคุมโดยสาเหตุตัวแปรเหล่านี้ และถ้าหากการรบเพียงครั้งเดียว (ซึ่งเป็นสาเหตุ) ได้นำพารัฐไปสู่ความล่มสลาย ก็จะอธิบายได้ว่าเหตุผลโดยทั่วไปเป็นตัวที่ทำให้ประเทศนั้นถึงกาลสูญสิ้นจากการรบครั้งนั้น ทำให้แนวโน้มความเป็นไปของโลกจึงถูกรังสรรค์ขึ้นจากเหตุการณ์ที่อุบัติสืบเนื่องต่อ ๆ กันมา[2]
ในข้ออภิปรายเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของโรมันจากสาธารณรัฐไปสู่จักรวรรดิ มงแต็สกีเยอได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า หากจูเลียส ซีซาร์ และปอมเปย์ไม่ได้กระตือรือร้นที่จะช่วงชิงอำนาจจากรัฐบาลสาธารณรัฐแล้ว อย่างไรก็ดีจะต้องมีบุคคลผู้อื่นมากระทำการนี้แทนเขาสองคนอย่างแน่นอน ชี้ให้เห็นว่าต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เกิดจากตัวจูเลียส ซีซาร์ และปอมเปย์ หากแต่เกิดจากความทะเยอทะยานของมนุษย์ชาวโรมันนั่นเอง

ทรรศนะทางการเมือง[แก้]

มงแต็สกีเยอในปี ค.ศ. 1728
มงแต็สกีเยอถือว่าเป็นหนึ่งในนักปรัชญาแถวหน้าของมานุษยวิทยาร่วมกับเฮโรโดตุสและแทซิทัส ที่เป็นหนึ่งในบุคคลกลุ่มแรก ๆ ของโลกที่ตีแผ่ข้อเปรียบเทียบของกระบวนการจำแนกรูปแบบทางการเมืองในสังคมมนุษย์ อันที่จริงแล้วนักมานุษยวิทยาการเมืองชาวฝรั่งเศสที่ชื่อว่ายอร์ช บาล็องดิแยร์ พิจารณามงแต็สกีเยอว่าเป็น "ผู้ริเริ่มองค์กรทางวิทยาศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อวงการมานุษยวิทยาทางวัฒนธรรมและสังคม"[3] ตามคำกล่าวอ้างของดี.เอฟ. โพคอค นักมานุษยวิทยาทางสังคม "จิตวิญญาณของกฎหมายของมงแต็สกีเยอคือความพยายามครั้งแรกในการที่จะสำรวจความหลากหลายของสังคมมนุษย์, เพื่อที่จะจำแนกและเปรียบเทียบ และเพื่อศึกษาระบบการทำงานระหว่างสถาบันในสังคม"[4] และหลักมานุษยวิทยาทางการเมืองนี้เองได้นำเขาไปสู่การคิดค้นทฤษฎีว่าด้วยรัฐบาลในเวลาต่อมา
ผลงานเขียนที่มีอิทธิพลมากที่สุดของเขาได้แบ่งแยกฝรั่งเศสออกเป็นสามชนชั้นได้แก่ พระมหากษัตริย์อภิสิทธิ์ชน และประชาชนทั่วไป แล้วเขายังมองเห็นรูปแบบอำนาจของรัฐออกเป็นสองแบบคืออำนาจอธิปไตยและอำนาจบริหารรัฐกิจ ซึ่งอำนาจบริหารรัฐกิจประกอบด้วยอำนาจบริหารอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ โดยแต่ละอำนาจควรเป็นอิสระและแยกออกจากกัน ทำให้อำนาจใดอำนาจหนึ่งไม่สามารถก้าวก่ายอีกสองอำนาจที่เหลือหรือรวมกันเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จได้ หากพิจารณาในแบบยุคสมัยของมงแต็สกีเยอแล้ว แนวคิดนี้จะถูกพิจารณาว่าเป็นแนวคิดหัวรุนแรง เพราะหลักการของแนวคิดดังกล่าวเท่ากับเป็นการล้มล้างการปกครองของฝรั่งเศสในสมัยนั้นที่ยึดถือฐานันดรแห่งราชอาณาจักรอย่างสิ้นเชิง โดยฐานันดรแห่งรัฐประกอบด้วยสามฐานันดรคือ เคลอจี, อภิสิทธิ์ชนหรือขุนนาง และประชาชนทั่วไป ซึ่งฐานันดรสุดท้ายมีผู้แทนในสภาฐานันดรมากที่สุด และท้ายที่สุดแนวคิดนี้จะเป็นแนวคิดที่ทำลายระบบฟิวดัลในฝรั่งเศสลง
ขณะเดียวกันมงแต็สกีเยอได้ออกแบบรูปแบบการปกครองออกเป็นสามแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบถูกสนับสนุนด้วย หลักการทางสังคม ของตัวมันเอง ได้แก่
  • ราชาธิปไตย (รัฐบาลอิสระที่มีประมุขเป็นบุคคลอันสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษ เช่น กษัตริย์, จักรพรรดิ หรือราชินี) เป็นระบอบที่ยึดถือบนหลักการของเกียรติยศ
  • สาธารณรัฐ (รัฐบาลอิสระที่มีประมุขเป็นบุคคลที่ได้รับเลือกจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน) เป็นระบอบที่ยึดถือบนหลักการของคุณธรรม
  • เผด็จการ (รัฐบาลกดขี่ที่มีประมุขเป็นผู้นำเผด็จการ) เป็นระบอบที่ยึดถือบนหลักการของความยำเกรง
ซึ่งรัฐบาลอิสระจะขึ้นอยู่กับการเตรียมการทางกฎหมายอันเปราะบาง มงแต็สกีเยอได้อุทิศเนื้อหาสี่บทใน จิตวิญญาณแห่งกฎหมาย ในการอภิปรายประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศรัฐบาลอิสระร่วมสมัยที่ซึ่งเสรีภาพคงอยู่ได้ด้วยการถ่วงดุลอำนาจ และมงแต็สกีเยอยังกังวลว่าอำนาจในฝรั่งเศสที่อยู่กึ่งกลาง (เช่น ระบบขุนนาง) ที่ทัดทานกับอำนาจของราชวงศ์นั้นกำลังเสื่อมสลายลง แนวคิดการควบคุมอำนาจนี้เองที่บ่อยครั้งมักถูกนำไปใช้โดยมักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์
อาจกล่าวได้ว่าแนวคิดที่มงแต็สกีเยอระบุไว้ในจิตวิญญาณแห่งกฎหมายในการสนับสนุนการปฏิรูประบบทาสนั้นค่อนข้างจะล้ำหน้ากว่ายุคสมัยที่เขามีชีวิตอยู่ เขายังได้นำเสนอข้อโต้แย้งสมมติเชิงเสียดสีเกี่ยวกับความเป็นทาสซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในข้อสนับสนุนของเขาไว้ด้วย อย่างไรก็ดีทรรศนะของมงแต็สกีเยอหลายหัวข้ออาจถูกโต้แย้งและถกเถียงในปัจจุบันเช่นเดียวกับทรรศนะอื่น ๆ ที่มาจากบุคคลยุคเดียวกับเขา เขายอมรับถึงบทบาทของตระกูลขุนนางและราชวงศ์ไว้อย่างเหนียวแน่นเช่นเดียวกันกับการยอมรับถึงสิทธิของบุตรหัวปี ในขณะเดียวกันเขาก็รับรองแนวคิดของการมีสตรีเป็นประมุขของประเทศ แต่ก็ไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัวได้

Jean-Jacques Rousseau

                                           

ปรัชญาของรูโซ[แก้]

คำสอนของเขาสอนให้คนหันกลับไปหาธรรมชาติ (back to nature) เป็นการยกย่องคุณค่าของคนว่า "ธรรมชาติของคนดีอยู่แล้วแต่สังคมทำให้คนไม่เสมอภาคกัน" เขาบอกว่า "เหตุผลมีประโยชน์ แต่มิใช่คำตอบของชีวิต ดังนั้นเราจึงต้องพึ่งความรู้สึก สัญชาตญาณและอารมณ์ของเราเอง ให้มากกว่าเหตุผล"

ทฤษฎีคนเถื่อนใจธรรม[แก้]

รูโซเชื่อว่ามนุษย์นั้นเป็นคนดีโดยธรรมชาติ หรือเป็น "คนเถื่อนใจธรรม" (noble savage) เมื่ออยู่ในสภาวะธรรมชาติ (สภาวะเดียวกันกับสัตว์อื่นๆ และเป็นสภาพที่มนุษย์อยู่มาก่อนที่จะมีการสร้างอารยธรรม และสังคม) แต่ถูกทำให้แปดเปื้อนโดยสังคม เขามองสังคมว่าเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น และเชื่อว่าการพัฒนาของสังคม โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของการพึ่งพากันในสังคมนั้น เป็นสิ่งที่อันตรายต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์
ความเรียงชื่อ "การบรรยายเกี่ยวกับศิลปะและวิทยาศาสตร์" (พ.ศ. 2293) ที่ได้รับรางวัลของเมือง ได้อธิบายว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์นั้น ไม่เป็นประโยชน์กับมนุษย์ เขาได้เสนอว่าพัฒนาการของความรู้ทำให้รัฐบาลมีอำนาจมากขึ้น และทำลายเสรีภาพของปัจเจกชน เขาสรุปว่าพัฒนาการเชิงวัตถุนั้น จะทำลายโอกาสของความเป็นเพื่อนที่จริงใจ โดยจะทำให้เกิดความอิจฉา ความกลัว และ ความระแวงสงสัย
งานชิ้นถัดมาของเขา การบรรยายว่าด้วยความไม่เสมอภาค ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาและการทำลายของมนุษย์ ตั้งแต่ในสมัยโบราณ จนถึงสมัยใหม่ เขาเสนอว่ามนุษย์ในยุคแรกสุดนั้น เป็นมนุษย์ครึ่งลิงและอยู่แยกกัน มนุษย์แตกต่างจากสัตว์เนื่องจากมีเจตจำนงเสรี (free will) และเป็นสิ่งที่สามารถแสวงหาความสมบูรณ์แบบได้ เขายังได้กล่าวว่ามนุษย์ยุคบุคเบิกนี้มีความต้องการพื้นฐาน ที่จะดูแลรักษาตนเอง และมีความรู้สึกห่วงหาอาทรหรือความสงสาร เมื่อมนุษย์ถูกบังคับให้ต้องมีความสัมพันธ์กันมากขึ้นเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากร จึงได้เกิดการปรับเปลี่ยนทางด้านจิตวิทยา และได้เริ่มให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนอื่น ๆ ว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการมีชีวิตที่ดีของตนเอง รูโซได้เรียกความรู้สึกใหม่นี้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิบานของมนุษย์
รูโซ มีชีวิตอยู่ในช่วงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ จนถึง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เกิดในเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ งานเขียนของเขาส่งอิทธิพลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสด้วย

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

หนุ่มฆ่าโหดแฟนสาว ส่งภาพศพในโลกออนไลน์

หนุ่มฆ่าโหดแฟนสาว ส่งภาพศพในโลกออนไลน์

 | เปิดอ่าน 59,506 | ความคิดเห็น 2
หนุ่มสุดโหดฆ่าแฟนสาวถ่ายรูปเป็นหลักฐานลงบนโลกออนไลน์ จับตำรวจรวบได้ทันควัน
หนุ่มฆ่าโหดแฟนสาว ส่งภาพศพในโลกออนไลน์
นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com
หนุ่มสุดโหดถ่ายรูปเป็นหลักฐานลงบนโลกออนไลน์ จับตำรวจรวบได้ทันควัน 
(7 ก.ย.) เว็บไซต์เซี่ยงไฮ้อิสต์ รายงานเรื่องราวสุดโหดของ ชายหนุ่มที่ลงมือฆ่าแฟนสาวตัวเอง จากนั้นได้โพสต์ภาพดังกล่าวผ่านโซเชียลมีเดียและถูกเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งภาพที่ปรากฏนั้นหลายคนถึงกับช็อกเพราะเป็นภาพของสาวที่ถูกฆาตกรรมแบบโหดร้ายอยู่ในห้องนอน
รายงานระบุว่า ชายคนดังกล่าวได้เขียนข้อความหลังจากที่ส่งภาพศพ โดยระบุว่า  "ผมขอโทษ โปรดให้อภัยให้กับความรักที่เห็นแก่ตัวของผมด้วย"
หลังจากที่ภาพดังกล่าวได้ถูกส่งต่อในโลกออนไลน์ ทางตำรวจสามารถตามจับกุมเขาได้อย่างทันควัน พร้อมกับเปิดเผยว่า ฆาตกรโหดรายนี้มีชื่อว่า นายฉิน ส่วนผู้ตายชื่อว่า น.ส.หลิน ทั้งคู่เป็นแฟนกัน และเขาได้ลงมือฆ่าโหดแฟนสาวหลังจากที่มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง 

กลุ่มดาวนายพราน

กลุ่มดาวนายพราน

โอไรอัน (Orion) ตำนานดาวนายพราน 

กลุ่มดาวนายพราน (Orion Constellations) เป็นกลุ่มดาวที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ในซีกโลกภาคเหนือในฤดูหนาว เป็นกลุ่มดาวที่มนุษย์เราจับให้มาเข้ากลุ่มเดียวกัน มานานนับพันๆปีแล้ว จึงมีเรื่องเล่าขานผูกกันเป็นตำนานมากมาย มาตั้งแต่โบราณกาล แรกสุดนั้นถูกเรียกว่า Tammuz โดยชาว Chaldeans ชาวซีเรียนก็เรียกว่า อัลจับบาร์ (Al Jabbar) ชาวอียิปต์โบราณเรียกว่า ซาฮู (Sahu) หรือดวงวิญญาณของ โอซีรีส (Osiris) เทพแห่งความตาย จนในที่สุด มาเป็นนายพรานโอไรอัน ตามชาวกรีก และโรมัน ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกกันมาจนทุกวันนี้

ตำนานที่เก่าแก่ที่สุดที่เราทราบก็มาจากตำนานเทพของชาวอียิปต์ ซึ่งยกย่องให้เทพ โอซีรีส (Osiris) เป็นจ้าวแห่งชีวิตหลังความตายทั้งมวล ในขณะที่ รา (Ra) หรือเทพอาทิตย์เป็นจ้าวแห่งสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ในช่วงปลายของอาณาจักรอียิปต์โบราณ สังคมอียิปต์ให้ความสำคัญกับชีวิตหลังการตายเป็นอย่างมาก ความรู้เกี่ยวกับการรักษาศพมิให้เปื่อยเน่า คือการทำมัมมี่ นั้น ก็ได้พัฒนาไปจนสูงสุด ปิรามิด หรือที่จริงแล้วก็คือที่เก็บรักษามัมมี่เหล่านี้ เพื่อรอการฟื้นคืนมารวมตัวกับเทพโอซีรีส ก็ถูกสร้างขึ้นมาอย่างอลังการสองฟากฝั่งแม่น้ำไนล์ เทพโอซีรีสก็ได้รับการบูชายกย่อง ให้มีอำนาจเหนือสุด ในยุคปลายของอารยธรรมอียิปต์โบราณนี้เอง

ว่ากันว่า ภาพชาวอียิปต์โบราณ โดยเฉพาะภาพของฟาโรห์ ที่เราเห็นนุ่งผ้าชายเป็นสามเหลี่ยม และไหล่กว้าง เอวคอด นั้น เป็นการเลียนแบบรูปร่างของ กลุ่มดาวนายพรานนี้เอง


รูปชาวอีบิปต์โบราณ โดย Robert Bauval เทียบกับรูปทรงของ กลุ่มดาวนายพราน

ตามตำนานอียิปต์ โอซีรีส เป็นกษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรม เป็นที่รักใคร่ของพสกนิกรยิ่งนัก ทรงมีพระมเหสีนามว่า ไอสิส พระนางไอสิส เป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์กว่าใคร โอซีรีส ทรงมีพระอนุชามากมาย พระอนุชาองค์รองของพระองค์นั้น ริษยาอาฆาต ต้องการที่จะเป็นใหญ่ จึงออกอุบายให้ช่างทำโลงศพ ที่ประดับประดาอย่างสวยงามอลังการ โดยแอบวัดขนาดองค์ของ โอซีรีส ให้พอดีกันอย่างเหมาะเจาะ แล้วก็เชิญชวนเหล่าพระเชษฐาอนุชา มางานเลี้ยงเพื่อชมความงามของโลงนั้น แล้วบอกว่า เป็นโลงที่สร้างอย่างงดงามที่สุด แต่จะมอบให้องค์ใดที่มีส่วนสัดเหมาะเจาะกับขนาด ทุกองค์ก็ต้องลองเข้าไปนอนดู เมื่อถึงคราว โอซีรีส เข้าไปในโลง พระอนุชาก็ตอกฝาโลงปิดสนิทจน โอซีรีสสิ้นพระทัยในโลง พระนางไอสิส กลับจากการเดินทางมาทราบข่าวก็โศกาอาดูร พยายามไปตามพระศพของ โอซีรีส ปรากฏว่า พระอนุชาได้ตัดพระศพเป็นสิบสี่ท่อนโยนทิ้งไปคนละทิศ พระนางไอสิส ก็ไปตามเก็บมาหมด ขาดส่วนที่สำคัญหนึ่งชิ้นคือ อวัยวะชาย ซึ่งถูกโยนลงแม่น้ำไนล์และถูกปลากินไป พระนางจึงเอาไม้สน ซึ่งเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของชาวอียิปต์ (คงเนื่องจากหาได้ยากในทะเลทราย) มาเหลาติดต่อให้เป็นเทวลึงค์ แล้วห่อพระศพด้วยผ้าลินินพันไปรอบๆ พร้อมด้วยกรรมวิธีต่างๆ อันเป็นแบบแผนของการทำมัมมี่ในยุคหลัง เสร็จแล้ว นางก็เป่าลมหายใจวิเศษ(บา) นำวิญญาณกลับคืนสู่ร่างมัมมี่ โอซีรีส ก็ฟื้นคืนองค์ ลอยขึ้นสู่สรวงสวรรค์ไปปกครองผืนฟ้า เป็นเจ้ามนุษย์หลังจากความตายไป ว่ากันว่า ปิรามิดเมืองกีซ่า นั้น สร้างขึ้นเพื่อเลียนตำแหน่งของ เข็มขัดโอไรอัน แต่จะจริงเท็จอย่างไรคงต้องรอพิสูจน์กันอีก


ภาพวาดแสดงความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ ตามข้อสันนิษญานของ Robert Bauval ภาพแรกเป็นตำแหน่งของปิรามิดบนฝั่งแม่น้ำไนล์ ซึ่งว่ากันว่า เป็นตัวแทนของทางช้างเผือก ภาพที่สอง แสดงให้เห็นถึงตำแหน่งของปิรามิดกลาง ที่ไม่ตรงเป็นเส้นเดียวกันกับปีรามิดสองข้างไม่ Bauval สันนิษฐานว่า ตำแหน่งของปิรามิด ตรงพอดีกับการเรียงตัวของดาวทั้งสามดวงของ “เข็มขัดนายพราน”

ส่วนทางด้านกรีกนั้น ก็มีตำนานต่างกันอย่างน้อยๆสองตำนานเกี่ยวกับดาวกลุ่มนี้ ตำนานหนึ่งกล่าวว่า โอไรอัน เป็นนายพรานหนุ่มรูปงาม บางตำนานว่าเป็นยักษ์ใหญ่ เป็นบุตรของจ้าวสมุทร โพไซดอน(Poseidon) และ เจ้าหญิงลุ่มน้ำอเมซอน ยูเรียล (Euryale) โอไรอัน เป็นพรานที่มีความสามารถที่สุดในหมู่มนุษย์ ตำนานทางหนึ่งกล่าวว่า ความสามารถนี้ทำให้เขามีความยะโสโอหังเป็นยิ่งนัก เที่ยวอวดอ้างศักดาว่าจะฆ่าสัตว์ใหญ่น้อยให้หมดจากโลก จนพระนางเจ้าแห่งธรณี กายยา (Gaia) ทรงพิโรธจนต้องสั่งให้แมงป่องมาฆ่า เพื่อรักษาชีวิตสัตว์ป่าในความคุ้มครอง โอไรอัน ถูกแมงป่องต่อยจนสิ้นใจ แต่เทพผู้รักษา โอฟีอุสคุส Ophiuchus มาปราบแมงป่องร้าย แล้วให้ยารักษาแก่ โอไรอัน เทพธิดา Artemis หรือ Diana ตามชื่อโรมัน ผู้หลงรัก โอไรอัน ได้ไปขอร้องเทพบิดร คือ ซุส (Zeus) ให้ชุบชีวิต โอไรอัน ให้เป็นอมตะ โดยให้ไปเกิดเป็นดาว ส่วนเจ้าแมงป่องก็ได้ไปเกิดเป็นดาวเหมือนกัน (คงจะเพราะมีความดีความชอบที่รับใช้เทพกายยา) แต่เพื่อความปลอดภัยของโอไรอัน ซุส จึงวาง กลุ่มดาวแมงป่อง (Scorpius) ให้อยู่คนละฟากฟ้ากับโอไรอัน และจะขึ้นและตกจากท้องฟ้าคนละเวลากัน เพื่อจะได้ไม่มาเจอกัน

อีกตำนานหนึ่งก็ว่าตรงกันเกี่ยวกับพ่อแม่ของ โอไรอัน แต่เขาต้องระหกระเหินไปเป็นพรานล่าสัตว์ให้เทพ Artemis(ไดแอนน่า) ผู้เป็นเทพแห่งการล่าสัตว์ และมีหน้าที่ชักรถนำดวงจันทร์ มาส่องแสงในเวลากลางคืนด้วย นางก็มาลุ่มหลง โอซีรีส ด้วยความที่เป็นหนุ่มรูปงาม และมีความสามารถในการล่าสัตว์เป็นอย่างยิ่ง จนละเลยหน้าที่ที่ต้องนำดวงจันทร์มาส่องโลกในยามค่ำคืน ชาวโลกจึงพากันเดือดร้อน เพราะไม่มีอะไรมาส่องแสงนำทางตอนกลางคืน เทพอะพอลโล พระเชษฐาของนาง ซึ่งมีหน้าที่ชักรถนำพระอาทิตย์ มาส่องสว่างบนฟ้าในเวลากลางวัน ก็ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง จนคิดจะกำจัด โอไรอัน เพื่อให้น้องสาวเลิกลุ่มหลงและกลับมาทำหน้าที่ของตัว

วันหนึ่ง อะพอลโล เห็น โอไรอัน กำลังลงเล่นน้ำทะเลอยู่แต่ไกล จนเห็นแค่หัวดำๆโผล่ขึ้นมาเท่านั้น อะพอลโล จึงไปท้าน้องนางว่า คงไม่ยิงธนูเก่งขนาดจะยิงกวาง ที่เห็นแต่หัวโผล่น้ำขึ้นมาอยู่ไกลๆ นั้นได้หรอก อาร์ทีมิส ก็ไม่ยอมให้พี่ชายมาดูหมิ่นได้ง่าย จึงไม่รีรอชักธนูยิงไปที่หัวดำๆนั้นในทันที เมื่อไปถึงจึงทราบว่า ได้ปลิดชีวิตชายอันเป็นที่รักไปเสียแล้ว ด้วยความเศร้าโศกหัวใจแทบสลาย ก็นำร่างของ โอไรอัน ขึ้นรถทรงที่ใช้ชักพระจันทร์ขึ้นฟ้า ไปฝากฝังไว้บนแผ่นฟ้าให้เกิดมาเป็นดาว ให้นางได้ชื่นชมตลอดไป

สำหรับผู้ที่อยู่ซีกโลกภาคเหนือ ก็จะเห็น กลุ่มดาวนายพราน นี้ได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ไปจนถึงเดือนมีนาคม และทางซีกโลกภาคใต้ก็จะเห็นในเวลาสลับกันไป


ตำแหน่งของกลุ่มดาวนายพรานบนท้องฟ้าหน้าหนาว จากทิศใต้ ภาพ โดย BBC World Serviceและ โอไรอัน มีสุนัขสองตัวติดตามมา ตัวใหญ่คือ กลุ่มดาว Canis Major ส่วนตัวน้อยก็คือ Canis Minor และมีกระต่ายน้อย (Lepus) ตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวตาย อยู่ที่ใต้เท้าของ โอไรอัน นายพรานใหญ่


ภาพวาดของ โอไรอัน สู้กับ วัว ตามที่ปรากฏบนท้องฟ้า ภาพโดย Johann Bode, Uranographia. Berlin, 1801 ถ่ายภาพ โดย Linda Hall Library, Kansas City, Missouri จัดทำเป็นเว็บไซต์โดย Carlos Parada, Greek Mythology