วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

9 เคล็ดไม่ลับศาสตร์แห่งการทบทวน...ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก่อนสอบ

บทวนบทเรียนหรืออ่านหนังสืออย่างไรให้ได้ผลดียังเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันอยู่เรื่อยๆ เพราะแต่ละคนก็มีสไตล์การเรียนที่แตกต่างกัน วิธีการนั้นอาจจะได้ดีกับคนนั้น วิธีการนี้อาจจะได้ดีกับคนนี้ ก็เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ สำหรับวันนี้ Life on Campus นำขั้นตอนการทบทวนบทเรียนก่อนสอบจาก Theguardian 9 ขั้นตอนที่ง่ายแสนง่าย รับรองว่าใครก็สามารถทำได้แถมยังการันตีด้วยผลงานวิจัยหลากหลาย
       
       เตรียมตัวให้พร้อมก่อนทบทวน 
 
image: http://files.unigang.com/pic/5/9301.jpg
9 เคล็ดไม่ลับศาสตร์แห่งการทบทวน...ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก่อนสอบ
image: http://manager.co.th/images/blank.gif
        1.เริ่มต้นวันใหม่ด้วยมื้อเช้า 
 
image: http://files.unigang.com/pic/5/9302.jpg
9 เคล็ดไม่ลับศาสตร์แห่งการทบทวน...ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก่อนสอบ
http://i.telegraph.co.uk/multimedia/archive/03097/Breakfast-club-mai_3097902b.jpg
image: http://manager.co.th/images/blank.gif
         อาหารเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุดอย่างที่ทุกคนทราบ เพราะการกินอาหารเช้าจะช่วยเติมเต็มท้องที่ว่างตลอดทั้งคืนและสร้างพลังงานที่จะใช้ในชีวิตประจำวัน จากผลงานวิจัยออกมาว่า 27 เปอร์เซนต์ของเด็กผู้ชายและ 39 เปอร์เซนต์ของเด็กผู้หญิงที่อดมื้อเช้าบ่อยๆ หรือเป็นประจำจะทำให้ขาดสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยอย่างยิ่งนิสิตนักศึกษาที่ต้องใช้พลังสมองเยอะ ความจำ การเรียนรู้และความกระตือรือร้นก็จะลดลง ไม่กระฉับกระเฉงเท่าที่ควร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่อ่านหนังสือไม่รู้เรื่องหรือเรียนไม่เข้าหัว
        
        
        ถ้าใครคิดไม่ออกว่าเช้านี้จะกินอะไรดี จริงๆ ไม่ยากเลย เมนูง่ายๆ รอบตัว อย่างเช่น ต้มเลือดหมู, โจ๊กร้อนๆ, ขนมปังปิ้งสัก 1 คู่, แซนวิช(โฮลวีต), ไข่ดาว - ไข่ต้ม ,ผลไม้จำพวก กล้วย แคนตาลูป แตงโม กีวี่ เบอร์รี่, น้ำส้ม, โยเกิต ,ข้าวโอ๊ต หรือแม้กระทั่งซีเรียลยังได้ ควรมีติดไว้ที่บ้านเผื่อวันที่เร่งรีบ 
 
image: http://files.unigang.com/pic/5/9303.jpg
9 เคล็ดไม่ลับศาสตร์แห่งการทบทวน...ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก่อนสอบ
image: http://manager.co.th/images/blank.gif
        2.วางอุปกรณ์สื่อสารให้ไกลตัว 
 
image: http://files.unigang.com/pic/5/9304.jpg
9 เคล็ดไม่ลับศาสตร์แห่งการทบทวน...ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก่อนสอบ
ilovepsychology.exteen.com
image: http://manager.co.th/images/blank.gif
         FOMO ย่อมาจากคำว่า “Fear of Missing Out” ที่แปลว่า “กลัวการตกกระแส” คนที่อยู่ในประเภท FMO จะต้องการรู้ข้อมูลข่าวสารก่อนคนอื่น ไม่อยากตกเทรนด์และรู้สึกภาคภูมิใจถ้าได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์เป็นคนแรก โดยส่วนใหญ่คนที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายจะเป็น 'วัยรุ่น' สังเกตได้จาก การติดแชทติดไลน์, ก้มหน้ามองมือถือตลอดเวลาและกระวนกระวายเวลาลืมเอามือถืออกจากบ้านหรือแบตใกล้จะหมด เป็นต้น วางไว้ใกล้ตัวก็ยิ่งไขว้เขว้ต้องเหลือบไปมองบ่อยๆ ว่าจะมีใครส่งข้อความหาบ้างหรือมีอะไรอัพเดทในโลกโซเชียล
        
        นอกจากนี้ผลงานวิจัยหลายชิ้นยังชี้ให้เห็นว่า นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นแชทและเสพติดการท่องโซเชียลมีเดียได้เกรดต่ำกว่าคนทั่วไป! เกิดขึ้นจากการที่สมาธิถูกรบกวนจากสิ่งเร้า
       
       ข้อควรปฏิบัติระหว่างทบทวน 
 
image: http://files.unigang.com/pic/5/9305.jpg
9 เคล็ดไม่ลับศาสตร์แห่งการทบทวน...ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก่อนสอบ
https://skilleddigital.com/wp-content/uploads/2015/12/redesign_blog.jpg
image: http://manager.co.th/images/blank.gif
        3.เริ่มแต่เนิ่นๆ และยืดระยะเวลา 
 
image: http://files.unigang.com/pic/5/9306.jpg
9 เคล็ดไม่ลับศาสตร์แห่งการทบทวน...ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก่อนสอบ
.http://i.huffpost.com
image: http://manager.co.th/images/blank.gif
         ว่ากันว่านักแสดงที่ดีจะอยู่ในบทบาทจนถึงวันก่อนแสดง และนักกีฬาไม่ได้ฝึกซ้อมเพียงแค่วันเดียวก่อนการแข่งขัน การทบทวนบทเรียนก็เช่นเดียวกัน ต้องใช้เวลาในการจดจำ มีกลยุทธ์หนึ่งที่อยู่ใน “การวิจัยเชิงทดลองใน การเรียนรู้ และความทรงจำ ."( Bjork และ Bjork , 2011 ,p59 ) ว่าด้วยการเว้น 'ช่องว่าง' (spacing) ในระยะที่เหมาะสมจะช่วยให้กลายเป็นความทรงจำระยะยาว เช่น ทบทวนหนังสือเรื่อยๆวันละ 1 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 วัน จะจำได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ใช้เวลา 10 ชั่วโมงในวันเดียว
       
       4.ไม่มีอะไรดีไปกว่าทบสอบด้วยตนเอง 
 
image: http://files.unigang.com/pic/5/9307.jpg
9 เคล็ดไม่ลับศาสตร์แห่งการทบทวน...ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก่อนสอบ
http://www.profitguide.com/wp-content/uploads/2013/09/Test.jpg
image: http://manager.co.th/images/blank.gif
         ตามผลงานวิจัยในเรื่องของหน่วยความจำ การทดสอบด้วยตัวเองเป็นวิธีการที่ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดวิธิการหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการระลึกถึงข้อมูลที่เคยรู้มาก่อนแล้ว นอกจากนี้การทดสอบกับตัวเองยังเป็นการเช็คว่าความรู้ที่มีอยู่มีช่องโหว่ตรงไหน เริ่มจากการเขียนคำตอบลงในกระดาษคำถามโดยปิดคำเฉลย หรือจะทำควิซทุกครั้งหลังจบการทบทวนในแต่ละครั้งก็ได้
       
       5.สอนคนอื่น = สอนตัวเอง 
 
image: http://files.unigang.com/pic/5/9308.jpg
9 เคล็ดไม่ลับศาสตร์แห่งการทบทวน...ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก่อนสอบ
https://info.examtime.com/files/2014/01/study-hacks-Teach-What-Youve-Learned.jpg
image: http://manager.co.th/images/blank.gif
         หลังจากที่ลองทดสอบความรู้ด้วยตนเองแล้ว การสอนคนอื่นต่อก็เป็นวิธีการที่ดี นักวิทยาศาสตร์พบว่าการสอนคนอื่นจะช่วยในเรื่องความจำและสามารถนึกเรื่องต่างๆ ออกได้มากขึ้น (the Protégé Effect) เด็กที่ติวคนอื่นจะต้องทำงานหนักเพื่อเข้าใจเนื้อหาแม่นยำ ถูกต้อง และต้องหาวิธีการสอนเพื่อให้คนที่ถูกติวเข้าใจง่าย จึงทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้มากกว่าคนอื่น ดังคำกล่าวของ นักปรัชญาชาวโรมัน Seneca ที่ว่า “While we teach, we learn.” (ระหว่างที่เราสอน เราก็ได้เรียนรู้)
       
       6.คิดสักนิดก่อนจะไฮไลท์ 
 
image: http://files.unigang.com/pic/5/9309.jpg
9 เคล็ดไม่ลับศาสตร์แห่งการทบทวน...ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก่อนสอบ
https://michaelinmadrid.files.wordpress.com/2014/05/highlight-2.jpg
image: http://manager.co.th/images/blank.gif
         ปากกาไฮไลต์และปากกาสีๆ ถือเป็นอุปกรณ์เครื่องเขียนยอดฮิตที่ใช้ในการทบทวนเพราะเชื่อว่าการเพิ่มสีสันลงในชีทจะทำให้จำได้มากขึ้น แต่ผลการวิจัยของศาสตราจารย์ Dunlovsky ที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมวิทยาศาสตร์จิตวิทยา พบว่าอาจจะไม่ได้ผลดีเท่าที่คิด การใช้ปากกาไฮไลต์สีฟลูออเรสเซนต์ เช่น สีเหลือง สีเขียวและสีชมพู เป็นอุปสรรคต่อการทบทวน 
        
        นอกจากนี้นักเรียนยังสามารถเรียนรู้และระลึกข้อมูลได้ดีกว่าถ้าเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน ในขณะที่ไฮไลท์นั้นทำหน้าที่แยกข้อมูลออกเป็นชิ้นย่อยๆ เป็นส่วน และบ่อยครั้งที่ผู้อ่านลงท้ายด้วยการไฮไลท์เพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่าอ่านเรียบร้อยแล้ง
       
       7.ห้ามฟังเพลง 
 
image: http://files.unigang.com/pic/5/9310.jpg
9 เคล็ดไม่ลับศาสตร์แห่งการทบทวน...ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก่อนสอบ
http://www.grayflannelsuit.net
image: http://manager.co.th/images/blank.gif
         ในขณะที่น้องๆ หลายคนเชื่อว่า การฟังเพลงจะทำให้จำได้มากขึ้น แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่ได้คิดเช่นนั้น จากหนังสือ Applied Cognitive Psychology พบว่าผู้เรียนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบระหว่างทบทวนจะสามารถจำได้มากกว่าคนที่ฟังเพลงไปด้วย เพราะไม่มีสิ่งรบกวนจากภายนอก 
       
       8.ออกไปสูดอากาศ - ยืดเส้นยืดสาย 
 
image: http://files.unigang.com/pic/5/9311.jpg
9 เคล็ดไม่ลับศาสตร์แห่งการทบทวน...ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก่อนสอบ
http://www.freshairfurnace.ca
image: http://manager.co.th/images/blank.gif
         จำไว้ว่าการทบทวนบทเรียนเป็นเรื่องของคุณภาพมากกว่าจำนวนหน้าหรือหัวข้อที่อ่าน บางครั้งหลังจากที่โหมงานหนักไปสักพักใหญ่ น้องๆ ก็ควรออกมาสูดอากาศ ยืดเส้นยืดสายบ้าง การได้มองหรือได้รับอากาศบริสุทธิ์เข้าไปในร่างกายจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นและพอกลับไปทบทวนก็จะสามารถ Focus ได้ดีขึ้น การออกกำลังกายง่ายๆ เช่น การบิดตัวไปมาก็ช่วยกำจัดความเครียด ลดความวิตกกังวลและเพิ่มความพึงพอใจในตัวเอง
        
        
       9.ปิดท้ายวันด้วยการนอน 
 
image: http://files.unigang.com/pic/5/9312.jpg
9 เคล็ดไม่ลับศาสตร์แห่งการทบทวน...ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก่อนสอบ
ilovepsychology.exteen.com
image: http://manager.co.th/images/blank.gif
         หลังจากที่โหมทบทวนหนังสือมาทั้งวันก่อนจะเริ่มสอบ ถึงเวลาที่น้องๆ ควรจะต้องหยุดในเวลาที่พอเหมาะ การนอนจะช่วยให้สมาธิดีขึ้น หน่วยความจำดีขึ้น สายตาแหลมคม มีความคิดสร้างสรรค์และมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี หากอยากนอนอย่างเพียงพอแบบมีประสิทธิภาพ จะต้องหลีกเลี่ยงนิสัยเสีย 9 อย่างที่ห้ามทำก่อนนอนดังนี้ 
 
image: http://files.unigang.com/pic/5/9314.JPEG
9 เคล็ดไม่ลับศาสตร์แห่งการทบทวน...ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก่อนสอบ
https://skilleddigital.com/wp-content/uploads/2015/12/redesign_blog.jpg
image: http://manager.co.th/images/blank.gif
         ดูทีวีจนกว่าจะเข้านอน จริงๆ แนะนำว่าไม่ควรมีทีวีอยู่ในห้องนอน, เข้านอนไม่เป็นเวลา การนอนในเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละวันเป็นสาเหตุที่ทำให้นอนหลับยาก, รอจนกว่าจะเพลียถึงจะไปนอน, นอนงีบตอนกลางวันนานเกินไป (มากกว่า 30 นาที), นอนไม่หลับมากกว่าครึ่งชั่วโมงแต่ยังอยู่บนเตียง ถ้านอนไม่หลับขนาดนั้นแนะนำให้ลุกไปหาอะไรทำ เช่น เล่นจิ๊กซอว์ฆ่าเวลา, เล่นโทรศัพท์ก่อนนอน แสงจากโทรศัพท์ทำให้สมองคิดว่าเป็นตอนกลางวันเลยรู้สึกตื่น รวมถึงหยุดการสร้างเมลาโทนิน, ดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนฝืนท่องโลกโซเชียลทั้งที่เหนื่อย และ กังวลเรื่องพรุ่งนี้ระหว่างนอน
       

Read more at http://www.unigang.com/Article/36343#cpUz6q6dkgEusPUb.99

แชร์กระจาย "โรงเรียนสัตว์" การ์ตูนสะท้อนความจริงของระบบการศึกษาไทย! เรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด เลยโดนว่า "โง่" !


เมื่ออาทิตย์ก่อนมีข่าวใหญ่ในวงการศึกษา เรื่องของการให้เด็กที่เกรดต่ำกว่า 2.5 ต้องจ่ายค่าเทอมเอง
.
หมออยากจะฝากข้อคิดผ่านการ์ตูนภาพเหล่านี้ไว้
.
ขอขอบคุณคุณขุนเขา Khunkhao ที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟังทาง MET 107 FM "For Life And Music" เป็นคนจุดประกายให้หมอไปหาต้นฉบับมาอ่าน
.
ขอขอบคุณคุณ Monte นักวาดการ์ตูนสร้างแรงบันดาลใจ
เจ้าของเพจ Monte A story ที่มาร่วมทำนิทานเรื่องนี้ให้ง่ายขึ้น 
(เพราะถ้าหมอเขียนเล่าอาจจะยาวมาก และไม่เห็นเป็นภาพได้ดีเท่านี้) 
..........
.
หวังว่านิทานเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ 
ด้วยรัก  หมอจริง  ?#‎เด็กเกรดไม่ดีไม่ได้แปลว่าไม่มีศักยภาพ?
เพราะเราต่างก็เชื่อมั่นว่าศักยภาพของเด็กไทยนั้น...ไร้ขึดจำกัด
หากเด็กๆทุกคนมีเสรีภาพในการ"เลือก"ที่จะเป็นอะไรก็ได้ที่เค้าอยากเป็น ได้รับการส่งเสริมให้ได้ทำในสิ่งที่รักและถนัด
เค้าจะสามารถดึงศักยภาพตัวเองออกมาได้อย่างสูงสุด และเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่งดงามให้กับสังคม และโลกใบนี้
ผู้ใหญ่อย่างเรา พอจะทำอะไรได้บ้างนะ?  Monte A story 
image: http://files.unigang.com/pic/5/9571.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9572.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9573.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9574.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9575.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9576.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9577.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9578.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9579.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9580.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9581.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9582.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9583.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9584.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9585.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9586.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9587.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9588.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9589.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9590.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9591.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9592.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9593.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9594.jpg

image: http://files.unigang.com/pic/5/9595.jpg

Read more at http://www.unigang.com/Article/36407#8UktzHhigY0LL5ST.99

วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Martin Luther King, Jr

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (อังกฤษMartin Luther King, Jr.15 มกราคม พ.ศ. 2472 - 4 เมษายน พ.ศ. 2511) เป็นศาสนาจารย์และนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ชาวอเมริกัน

ประวัติ

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ เกิดในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ใน พ.ศ. 2472 (1929) เป็นบุตรของศิษยาภิบาลคณะแบปทิสต์ ศาสนาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตเขาเสมอมา เนื่องจากทั้งพ่อและปู่ของเขาเป็นนักเทศน์ในนิกายแบปทิสต์ (Baptist) เขาเรียนผ่านชั้นมัธยมปลายได้อย่างง่ายดาย โดยเรียนจบเมื่ออายุได้ 15 ปีเท่านั้น จากนั้นจึงได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ มอร์เฮาส์ คอเลจ (Morehouse College) และใช้เวลาอีกสามปีเพื่อศึกษาด้านเทววิทยาที่ Crozer Seminary

ชีวิตส่วนตัว

ขณะที่เรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยบอสตันอยู่ เขาได้พบกับ คอเร็ดดา สกอตต์ ภรรยาของเขาซึ่งภายหลังทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 4 คน คิงและครอบครัวตั้งรกรากกันที่เมืองมอนต์กอเมอรี ในรัฐแอละแบมา (Montgomery, Alabama) ที่ซึ่งเขาได้เป็นนักเทศน์คนที่ 20 ของโบสถ์แบ๊บติสต์บนถนนเด็กซ์เตอร์ เอเวนิว (Dexter Avenue Baptist Church)

การสุนทจพจน์ว่าด้วยการเหยียดสีผิว

เหตุการณ์ในปี 1955 ที่หญิงผิวสี โรซา พาร์คส์ ถูกจับเนื่องจากปฏิเสธที่จะสละที่นั่งบนรถเมล์เมืองมอนต์กอเมอรีให้กับชายผิวขาว เป็นสิ่งที่ทำให้การเรียกร้องสิทธิพลเมืองที่คุกรุ่นอยู่แล้วเกิดร้อนระอุขึ้นมา
“การคว่ำบาตรระบบรถขนส่งมวลชนในมอนกอเมอรี รัฐอะลาแบมา ถือว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะเขาได้วางแผนมันอย่างดี และทำงานร่วมกับหลายคน เพื่อให้คนในเมืองมอนต์กอเมอรี อะลาแบมาเข้าใจว่าพวกเขาจะไม่ทนกับเรื่องแบบนี้อีกต่อไป”
ประสบการณ์ ความทุ่มเท และการเป็นที่รู้จักในชุมชนของคิง ทำให้เขามีคุณสมบัติเหมาะสมจะเป็นผู้นำในการคว่ำบาตรรถขนส่งมวลชนของเมืองซึ่งยาวนานถึง 381 วัน ในวันที่ 20 ธันวาคม 1956 ศาลฎีกาได้ตัดสินว่าการแบ่งแยกที่นั่งตามสีผิวบนรถเมล์เป็นเรื่องที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองของคนผิวสี และเป็นเครื่องยืนยันว่าการประท้วงแบบไร้ความรุนแรงของคิงได้ผล
ถึงตอนนี้ คิงเป็นตัวแทนการเรียกร้องสิทธิพลเมืองที่รู้จักไปทั้งประเทศ เขาถูกคุมขังมากกว่า 20 ครั้ง เคยถูกแทงที่หน้าอก บ้านเคยถูกวางระเบิด นอกจากนี้ ทั้งเขาและครอบครัวก็โดนทำร้ายนับครั้งไม่ถ้วน สำหรับชายที่ต้องการต่อสู้อย่างไร้ความรุนแรง ชีวิตส่วนใหญ่ของเขากลับตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงอย่างไม่ว่างเว้น แต่กระนั้น การคุกคามไม่เคยหยุดเขาได้
“ดร.คิงเป็นแรงบันดาลใจให้คนหลายพัน ผ่านการพูดที่คมคายและความกล้าหาญของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังบ้านเขาถูกวางระเบิด ทั้งภรรยา ลูกและตัวเขายังแสดงออกว่าพวกเขาพร้อมจะเสี่ยงชีวิตในการเรียกร้องเสรีภาพนี้”
คิงทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อส่งเสริมในสิ่งที่เขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า และตั้งแต่ 1957-1968 เขาเดินทางเป็นระยะทางกว่า 6 ล้านไมล์ กล่าวสุนทรพจน์ 250,000 ครั้ง เขียนหนังสือ 5 เล่ม และบทความอีกมากมาย การทำงานหนักและความสามารถในการสื่อสารของเขาทำให้เขาเป็นที่นับถือมาก จนประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคเนดี้ ยังยอมให้เขาเข้าพบเป็นการส่วนตัวด้วย
ในจำนวนสุนทรพจน์ทั้งหมดที่ด๊อกเตอร์คิงเคยกล่าว ไม่มีอันใดเป็นอมตะไปกว่า สุนทรพจน์ “ข้าพเจ้ามีความฝัน” (I Have a Dream) ที่กล่าว ณ ขั้นบันไดของอนุสาวรีย์ลินคอล์นอันเป็นสัญลักษณ์ ในปี 1963 ต่อหน้ามวลชนกว่า 250,000 คน ทั้งผิวขาวและผิวสี
คิงกลายมาเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดมากในสหรัฐ จนกระทั่งนิตยสาร ไทมส์ ยกย่องให้เขาเป็น “บุรุษแห่งปี” ในปี 1963 เป็นรางวัลที่น่าพอใจแน่นอน แต่กลับดูเป็นเรื่องเล็กไปเมื่อในปี 1964 เขาได้เป็นชายอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
ขณะที่อยู่ในเมืองเมมฟิสเพื่อนำการเดินขบวนประท้วงปกป้องสิทธิของคนงานขนขยะที่สไตรค์หยุดงานเมื่อปี 1968 คิงได้กล่าวสุนทรพจน์ปลุกใจที่มีชื่อว่า “ข้าพเจ้าได้ไปถึงยอดเขา” (I’ve Been to The Mountain Top) ซึ่งจะเป็นสุนทรพจน์สุดท้ายของเขา ขณะที่ยืนอยู่บนระเบียงชั้นสองหน้าห้องที่โรงแรมลอเรน ในเมืองเมมฟิส คิงถูกลอบยิงและเสียชีวิต
ในปี 1983 ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ได้ลงนามในประกาศทางการที่กำหนดให้ทุกวันจันทร์ที่ 3 ของเดือนมกราคมเป็นวัน มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการเพื่อเฉลิมฉลองให้ชายผู้นี้และทุกสิ่งที่เขายืนหยัดต่อสู้มา

Nelson Rolihlahla Mandela

ประวัติ เนลสัน มันเดลา รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่!!

เนลสัน โรลีลาลา แมนเดลา (Nelson Rolihlahla Mandela) หรือที่รู้จักกันในนาม เนลสัน แมนเดลา อดีตผู้นำแอฟริกาใต้ เขานับเป็นรัฐบุรุษของโลก ผู้ที่อุทิศตนที่ต่อสู้เพื่อล้มล้างความเชื่อ ลัทธิการเหยียดผิวและ ผลักดันให้เกิดสันติภาพให้เท่าเทียมกันทั่วโลก ล่าสุดเมื่อ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ที่ผ่านมา เนลสัน แมนเดลา ได้อสัญกรรม (เสียชีวิต) ลงด้วยวัย 95 ปี และเพื่อเป็นเกียรติให้แก่ เนลสัน แมนเดลา วันนี้ทาง สกู๊ปเอ็มไทย จึงขอนำประวัติและ เรื่องราวชีวิตของ เนลสัน แมนเดลา มาบอกต่อกันครับ
เนลสัน แมนเดลา
เนลสัน แมนเดลา
ประวัติเนลสัน มันเดลา
เนลสัน แมนเดลา เกิดวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 เป็นผู้สืบทายาทสายหนึ่งของราชวงศ์เทมบู ที่ปกครองแคว้นทรานสไก ในจังหวัดอีสเทิร์นแคป ของประเทศแอฟริกาใต้ โดยเขาเกิดที่อึมเวโซ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองอุตาตา ซึ่งเป็นเมื่องหลวงของทรานสไก เดิมแท้จริงแล้ว เนลมัน แมนเดลา มีชื่อจริงว่า โรลีห์ลาห์ลาซึ่งมีควายหมายว่า “เจ้าตัวยุ่ง”  แต่ต่อมา มันเดลา ได้เข้าไปศึกษาที่โรงเรียน ครูของเขาได้ตั้งชื่อภาษาอังกฤษให้โดยเรียกว่า “เนลสัน” จึงทำให้ได้ที่มาเป็น เนลสัน แมนเดลา นั้นเอง
เนลสัน แมนเดลา ได้สำเร็จการศึกษาที่มหาวิทยาลัยวิทส์วอเทอแรนด์ ด้านกฎหมายหลักสูตรทางไกลกับมหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งทำให้ เนลสัน แมนเดลา ได้พบเจอกับผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ได้รับความคิดแบบเสรีนิยม และความคิดต่อสู้เพื่อชาวแอฟริกัน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเหยียดผิว การถูกกระทำแบบสองมาตรฐาน ซึ่งนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันให้เขาเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเกี่ยวกับการเหยียดผิว
เมื่อปี พ.ศ. 2491 ชัยชนะในการเลืองตั้งตกเป็นของพรรคชาตินิยม ซึ่งสนับสนุนนโยบายการแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรง ยิ่งทำให้ แมนเดลาเริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น เขาเป็นผู้นำคนสำคัญในการต่อต้านการแบ่งแยกสีผิว โดยแมนเดลาเริ่มทำการเจรจารต่อต้านรัฐบาลโดยไม่ใช้ความรุนแรง แต่เขาและเพื่อร่วมขบวานการกว่า 150 คน ถูกจับกุมเมื่อวันที่  5 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ในข้อหากบฏ แต่การไต่สวนคดีมีเวลายาวนานมาก ทำให้คดีสิ้นสุดลงโดยไม่มีความผิด
ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 แมนดาลาได้เป็นผู้นำกองกำลังติดอาวุธของเอเอ็นซี ได้เปิดปฏิบัติการวินาศกรรมทางเศรษฐกิจจนกระทั่งถูกจับในที่สุด และเขาถูกแจ้งข้อหาก่อวินาศกรรม และพยายามโค่นล้มรัฐบาลด้วยวิธีการรุนแรง โดยระหว่างการพิจารณาคดีที่เมืองริโวเนีย แมนเดลาได้ประกาศความเชื่อของเขาในเรื่องประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเท่าเทียมว่า
“ผมเชิดชูอุดมคติเรื่องสังคมที่เป็นประชาธิปไตยและมีเสรีภาพ ที่ซึ่งคนทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์ และได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือสังคมอุดมคติที่ผมปรารถนาจะไปให้ถึง เป็นอุดมคติที่ผมพร้อมจะอุทิศชีวิตให้”
อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2507 เขาถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตบนเกาะร็อบเบนเป็นเวลา 18 ปี ก่อนถูกย้ายมายังเรือนจำโพลส์มัวร์บนแผ่นดินใหญ่ในปี พ.ศ. 2525 ซึ่งขณะที่เขาถูกจองจำอยู่นั้น พวกเยาวชนตามเมืองต่าง ๆ ของชนผิวดำยังคงต่อสู้กับการปกครองโดยคนผิวขาวส่วนน้อยต่อไป จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก
ขณะนั้น โอลิเวอร์ แทมโบ ซึ่งเป็นสหายของแมนเดลา ในสมัยศึกษาปริญญาตรีด้วยกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัย ได้รณรงค์ระดับสากล เรียกร้องและกดดันให้ ปล่อยตัว เนลสัน แมนเดลา ด้วยวิธีจัดคอนเสิร์ต ณ สนามกีฬาเวมบลีย์ กรุงลอนดอน ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 72,000 คน อีกทั้งยังถ่ายทอดผ่านทางโทรทัศน์ ทำให้สุดท้าย ไม่สามารถทนแรงกดดันจากทั่วโลกได้ จะต้องสั่งปล่อยตัว เนลสัน แมนเดลา ให้เป็นอิสระ
แต่วิถีชีวิตของ เนลสัน ยังไม่หยุดลงแค่นั้น ในปี พ.ศ. 2536 เขาได้รับรางวัลสาขาสันติภาพ อีกทั้งชาวแอฟริกาใต้ทุกผัวสี ได้ลงคะแนนเสียงให้เขาเปนประธานาธิบดี ของแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ซึ่งเขาได้เปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการเหยียสีผิวเป็นลำดับต้นๆ จนถึงเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2542 เขาได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีลง แต่เขายังใช้เวลาส่วนใหญ่กับเรื่องสิทธิมนุษยชนและ ความรู้เรื่องการติดต่อของโรคเอดส์ ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในแอฟริกาเป็นอย่างมาก
เนลสัน แมนเดลา
เนลสัน แมนเดลา
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าชีวิตของ เนลสัน แมนเดลา ได้ผ่านเรื่องราวการต่อสู้มาอย่างยาวนาน เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นประชาธิปไตย ไม่มีการแบ่งแยกเหยียดสีผิว ซึ่งถึงแม่ว่า เนลสัน จะต้องจากไปด้วยโรคปอดและโรคแทรกซอนเรื้อรังมาอย่างยาวนาน แต่เนลสัน แมนเดลา ก็ยังคงเป็นรัฐบุรุษของโลก ที่เป็นนักสู้ที่ทำเพื่อคนทุกคนให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ