วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2559

พลาสติกชีวภาพ นวัตกรรมเพื่อโลกสีเขียว




แก้วผลิตจากพลาสติกชีวภาพ


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก treehugger.com

          "พลาสติก" มีส่วนสำคัญอย่างมากในชีวิตมนุษย์ทุกวันนี้ แต่ก็ส่งผลกระทบอย่างมากในอนาคตเช่นกัน เพราะ "พลาสติก" เป็นขยะที่กำจัดได้ยาก หากนำไปฝังกลบก็ใช้เวลาย่อยสลายเป็นร้อย ๆ ปี และเปลืองพื้นที่ แต่ถ้านำไปเผาก็ยิ่งจะสร้างปัญหาทางมลพิษเพิ่มมากขึ้นไปอีกนั่นจึงทำให้ทุก ๆ วันในประเทศไทยจะมีขยะพลาสติกสูงถึง 7,391 ตันต่อวัน หรือคิดเป็น 18% ของขยะทั้งหมด และหากคิดเป็นปริมาณของทั้งปี ขยะพลาสติกก็จะอยู่ที่ 2.7 ล้านตันเลยทีเดียว (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2553)

          ด้วยเหตุนี้ จึงมีการรณรงค์ให้คนหันมาใช้ถุงผ้าแทนการใช้ถุงพลาสติก เพื่อลดปัญหาขยะ รวมทั้งอีกหนึ่งทางเลือกที่เกิดจากไอเดียดี ๆ ที่จะช่วยพิทักษ์โลก นั่นคือการใช้ "พลาสติกชีวภาพ"นั่นเอง

          สำหรับ "พลาสติกชีวภาพ" (BioPlastic) หรือ "พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้" (Biodegradable plastic) คือพลาสติกที่ย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ ผลิตมาจากพืชหลาย ๆ ชนิด มาผ่านกระบวนการผลิตต่าง ๆ จนสามารถนำไปขึ้นรูป เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกต่อไปได้ แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

 1.โพลีแลคติคแอสิด (Polylactic Acid) หรือ "PLA"

          การผลิตพลาสติกชีวภาพชนิดนี้ จะใช้พืชที่มีแป้งเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง มันสำปะหลัง อ้อย ปอ ฯลฯ เป็นวัตถุดิบ โดยนำมาผ่านกระบวนการบดให้เป็นแป้ง และย่อยให้เป็นน้ำตาล ก่อนจะนำไปหมักกับจุลินทรีย์เพื่อให้กลายเป็นกรดน้ำนม (Lactic Acid) แล้วนำไปผ่านกระบวนการโพลีเมอร์ จะได้สารประกอบโพลีเมอร์จากกรดน้ำนม (PLA) สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกได้เช่นเดียวกับเม็ดพลาสติกจากปิโตรเลียม

          โดยพลาสติกชีวภาพชนิดนี้ มีคุณสมบัติพิเศษ คือมีความใส ไม่ย่อยสลายในสภาพแวดล้อมทั่วไป แต่สามารถย่อยสลายได้เอง เมื่อนำไปฝังกลบในดินในระยะเวลาอันสั้น และยังนำไปทำเป็นปุ๋ยหมักได้โดยไม่ทำลายธรรมชาติ

2.โพลีไฮดรอกซีอัลคาโนเอท (Polyhydroxyalkanoates) หรือ "PHAs"

          ใช้วัตถุดิบจากแป้งและน้ำตาลเหมือนตัวแรก แต่แตกต่างตรงขั้นตอนการหมัก ที่จะต้องใช้จุลินทรีย์ชนิดพิเศษ ชื่อ "Eschericia Coli" ที่กินน้ำตาลเป็นอาหาร และสามารถเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของน้ำตาลภายในตัวจุลินทรีย์เองเป็น PHAs ได้ คุณสมบัติของ PHAs สามารถนำไปทำผลิตภัณฑ์พลาสติกได้หลากหลาย เช่น การขึ้นรูปเป็นฟิล์ม การฉีดและเป่า ฯลฯ

          และไม่ว่าจะเป็นพลาสติกชีวภาพประเภทใด ต้องบอกว่าเป็นนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริง ๆ เพราะสามารถย่อยสลายได้ง่ายด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม จึงไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม หลังหมดอายุการใช้งาน ที่สำคัญกระบวนการผลิตพลาสติกชีวภาพ จะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาน้อยกว่าการผลิตพลาสติกทั่วไปจากปิโตรเคมี จึงสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าการผลิตพลาสติกทั่วไปถึง 50%

          เห็นประโยชน์มากมายของ "พลาสติกชีวภาพ" อย่างนี้ ทำให้หลาย ๆ ประเทศที่เริ่มตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมหันมาใช้ "พลาสติกชีวภาพ" กันมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ที่พัฒนา "พลาสติกชีวภาพ" เป็นส่วนประกอบในหลาย ๆ ผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก อุตสาหกรรมยานยนต์ บรรจุภัณฑ์ แคปซูลบรรจุยา กระถางต้นไม้ รวมทั้งนำพลาสติกชีวภาพมาใช้ในการดูดซับน้ำใต้ดิน ในงานเตรียมการก่อสร้างขนาดใหญ่อย่างสนามบินและโรงงานอุตสาหกรรมอีกด้วย

          หันกลับมาดูที่ประเทศไทยของเราเอง ก็ให้ความสนใจกับ "พลาสติกชีวภาพ" ไม่น้อยหน้าไปกว่าชาติไหน โดยรัฐบาลได้สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมวัสดุชีวภาพ ให้เป็นโครงการระดับชาติ เพราะประเทศเรามีวัตถุดิบและทรัพยากรในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพได้ และยังมีอุตสาหกรรมที่สามารถรองรับในการพัฒนาพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ ซึ่งปัจจุบันมีหลาย ๆ หน่วยงานทางธุรกิจที่เริ่มหันมาใช้ "ถุงพลาสติกชีวภาพ" แทนถุงพลาสติกแบบเก่ากันบ้างแล้ว

          อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญก็คือ การผลิต "ถุงพลาสติกชีวภาพ" มีต้นทุนสูงกว่าการผลิตถุงพลาสติกธรรมดา 2-3 เท่า และประเทศไทยก็ยังไม่สามารถผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพได้เอง แต่ในอนาคตหากมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น เราจะสามารถผลิตพลาสติกชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อมได้เอง ซึ่งจะทำให้เราได้ "พลาสติกชีวภาพ" ที่มีราคาถูกลงใช้แพร่หลายกันมากขึ้น แถมยิ่งช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นด้วย

          แต่ก่อนจะถึงขั้นนั้น ถ้าจะให้ดีที่สุด เราควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยการลดการใช้ถุงพลาสติก และใช้ถุงพลาสติกให้คุ้มค่ามากที่สุดก่อนที่จะนำไปทิ้ง หรือหันมาใช้ถุงผ้า เพื่อลดโลกร้อนตามที่หลายหน่วยงานกำลังรณรงค์กันอยู่ ก็ถือเป็นก้าวแรกที่จะช่วยรักษาโลกสีเขียวได้ ณ ตั้งแต่วันนี้เป็นการดีที่สุดค่ะ 

ปวดศีรษะข้างเดียวมีชนิด/แบบอะไรบ้าง?

ปวดศีรษะข้างเดียวมีชนิด/แบบอะไรบ้าง?

ปวดศีรษะข้างเดียว
อาการปวดศีรษะข้างเดียวที่พบบ่อย คือ ปวดศีรษะไมเกรน (จะไม่กล่าวถึงในบทความนี้ อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความเรื่องไมเกรน) ส่วนสาเหตุ/แบบ/ชนิด อื่นๆที่พบได้ไม่บ่อย ได้แก่

ปวดศีรษะข้างเดียวแต่ละชนิดมีอาการอย่างไร?

อาการปวดศีรษะข้างเดียวแต่ละชนิด/แบบนั้น มีลักษณะอาการเด่น ดังนี้

ปวดศีรษะข้างเดียวที่ไม่ใช่ไมเกรน มีลักษณะต่างกันอย่างไร?

เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย สรุปเป็นตาราง ดังนี้
ลักษณะปวดศีรษะคลัสเตอร์ปวดศีรษะ Hemicranial continuaปวดศีรษะ SUNCT และปวดศีรษะ SUNA
เพศที่พบบ่อยผู้ชายมากกว่าผู้หญิงผู้ชายเท่ากับผู้หญิงผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
ลักษณะอาการปวดปวดตุ้บๆ ปวดเหมือนมีดแทงปวดตื้อๆ ปวดเหมือนมีดแทง ปวดตุ้บๆปวดเสี้ยว ปวดเหมือนมีดแทง
ความรุนแรงรุนแรงมากรุนแรงมากรุนแรง
ตำแหน่งที่ปวดV1>C2>V2>V3V1>C2>V2>V3V1>C2>V2>V3
ความบ่อยต่อวัน1-8 ครั้ง20 ครั้ง100 ครั้ง
ระยะเวลานาน (นาที)30-1802-301-5
อาเจียน (%)504025
กลัวแสง/กลัวเสียง (%)656525
V1 = หน้าผาก, ตา, V2= แก้ม, V3 = กราม, C2 = ต้นคอด้านหลัง, > = ปวดมากกว่า

แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นปวดศีรษะข้างเดียวได้อย่างไร?

ในการวินิจฉัยว่า เป็นโรค/อาการปวดศีรษะข้างเดียว แพทย์จะวินิจฉัยจากลักษณะการปวดที่ผู้ป่วยเล่าให้ฟัง และการตรวจร่างกายเพิ่มเติม เช่น ตรวจพบความผิดปกติของระบบประ สาทอัตโนมัติหรือไม่ในขณะที่มีอาการปวด ที่สำคัญ คือ ต้องตรวจไม่พบความผิดปกติอื่นๆของระบบประสาท

ผู้ป่วยจำเป็นต้องตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือเอมอาร์ไอสมองหรือไม่?

แพทย์จะพิจารณาลักษณะผิดปกติที่ตรวจพบร่วมกับอาการที่ผู้ป่วยบอก ถ้าเข้าได้กับลักษณะการปวดศีรษะอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น และตรวจไม่พบความผิดปกติอื่นๆ ก็สามารถให้การวินิจฉัยได้ โดยไม่จำเป็นต้องส่งตรวจอะไรเพิ่มเติม

ปวดศีรษะข้างเดียวดังกล่าวเกิดจากอะไร?

อาการปวดศีรษะข้างเดียวทั้ง 3 ชนิด/แบบดังกล่าว เป็นกลุ่มที่ตรวจไม่พบความผิดปกติในสมอง (Primary headache) แต่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติของประ สาทสมองที่ชื่อ Trigeminal (Trigeminal automatic cephalalgias : TACs) โดยเชื่อว่ามีความผิดปกติของเซลล์สมองบริเวณก้านสมอง และส่งผลให้มีการหลั่งสารเคมีและสารสื่อประ สาทบางชนิด ไปมีผลต่อหลอดเลือดบริเวณเยื่อหุ้มสมองชั้นดูรา (Dura mater) จึงทำให้มีอา การปวดศีรษะผิดปกติดังกล่าว

ใครคือกลุ่มมีโอกาสสูงที่เกิดอาการปวดศีรษะข้างเดียว?

อาการปวดศีรษะข้างเดียวมักเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ใหญ่วัยกลางคน พบในผู้ชายมากกว่าผู้ หญิง พบมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้น้อยมาก

ปวดศีรษะข้างเดียวมีปัจจัยกระตุ้นอะไรบ้าง?

อากาศที่เปลี่ยนแปลง การดื่มแอลกอฮอล์ และการอดนอน จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอา การได้

รักษาอาการปวดศีรษะข้างเดียวอย่างไร?

การรักษาอาการปวดศีรษะข้างเดียว เป็นการรักษาต่างกันเฉพาะแต่ละชนิดของการปวด คือ
อาการปวดศีรษะคลัสเตอร์ รักษาโดยให้ดมออกซิเจน ให้ยาคาร์เฟอร์ก๊อต (Cafergot) ที่รักษาไมเกรนก็ได้ผล
อาการปวดศีรษะข้างเดียว Hemicranial continua ตอบสนองดีต่อยาแก้ปวด Indome thacin
ส่วนอาการปวดศีรษะ SUNCT/SUNA นั้นไม่มียาที่ได้ผลชัดเจน แต่ก็ตอบสนองต่อยา สเตียรอยด์/ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ติดเชื้อ เพร็ดนิโซโลน (Prednisolone), ยาคาร์บามาซีปีน (Carbamazepine, ยาทางจิตเวชและยากันชัก) และยาลามิคทอล (Lamictal, ยาทางจิตเวชและยากันชัก)

ปวดศีรษะข้างเดียวมีผลข้างเคียงแทรกซ้อนหรือไม่?

อาการปวดศีรษะข้างเดียวนั้น ไม่มีอันตราย และ ไม่มีมีผลข้างเคียงแทรกซ้อนใดๆ แต่สร้างความรำคาญและทรมานในผู้ป่วยบางราย และไม่พบมีความสัมพันธ์กับการเกิด โรคหลอดเลือดสมอง โรคลมชัก หรือ ความจำ

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

ผู้ป่วยทุกคน แนะนำให้พบแพทย์เมื่อมีอาการปวดศีรษะรุนแรง เพราะต้องให้แพทย์ตรวจประเมินว่า ไม่มีสาเหตุอื่นๆ เพราะบางโรคที่อันตราย อาจมีอาการคล้ายกันได้ เช่น เนื้องอกสมอง เนื้องอกของต่อมใต้สมอง เป็นต้น

เมื่อปวดศีรษะข้างเดียวควรดูแลตนเองอย่างไร?

กรณีมีอาการปวดศีรษะข้างเดียว ควรดูแลโดยการทานยาที่ได้ผล ตามที่แพทย์ได้ให้ยามารักษา หรือการดมออกซิเจนกรณีเป็นอาการปวดศีรษะคลัสเตอร์ การรักษานั้นมีทั้ง
  • กรณีที่เป็นไม่บ่อย ก็ทานยารักษาเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆหรือช่วงที่มีอาการเท่านั้น
  • แต่กรณีที่เป็นบ่อยๆ และเป็นนาน อาจจำเป็นต้องทานยาต่อเนื่อง ถึงแม้ช่วงที่ไม่มีอาการก็ตาม

ป้องกันอาการปวดศีรษะข้างเดียวได้หรือไม่?

การป้องกันอาการปวดศีรษะข้างเดียวที่ดีนั้นคือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการดังกล่าวข้างต้นในหัวข้อ ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการ การผ่อนคลาย การไม่เครียด การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการไม่ดื่มแอลกอฮอล์

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ประวัติโจ๊กเกอร์ และ ฮาร์เลย์ ควิน




แน่นอนว่าหลายคนที่ดู Batman เวอร์ชั่นล่าสุดที่นำแสดงโดยคริสเตียน เบล คงจะประทับใจในฝีมือการแสดงที่เหนือคำบรรยายของ ฮีธ เล็ธเจอร์ ในบทของโจ๊กเกอร์ และ ข้องใจในการตายปริศนาของผู้แสดง กระทั่งเกิดความสนใจในที่มาที่ไปอันลึกลับของตัวละครตัวนี้

อันที่จริงแล้วโจ๊กเกอร์ในเรื่อง Batman นั้นมีมากมายหลายเวอร์ชั่นและไม่มีชีวประวัติแน่ชัด เพราะแต่ละเวอร์ชั่นก็มีประวัติที่มาแตกต่างกันไป เช่น โจ๊กเกอร์ในBatman เวอร์ชั่นล่าสุดนั้นมีภูมิหลังเป็นเด็กที่ถูกพ่อทารุณกระทั่งกลายเป็นฆาตกรโรคจิตในที่สุด ส่วนเวอร์ชั่นที่แจ็ค นิโคสัน เล่นไว้นั้น โจ๊กเกอร์เดิมชื่อ แจ็ค เนเปียร์ เป็นหนึ่งในแก๊งมาเฟีย แต่ถ้าหากอ้างอิงจากผลงานกึ่งชีวประวัติโจ๊กเกอร์ เรื่องBatman :The killing joke ของ Brian Bolland นั้นเดิมโจ๊กเกอร์ก็เป็นผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่งที่เดิมเคยทำงานหาเลี้ยงภรรยาเป็นผู้ช่วยในห้องทดลอง และเปลี่ยนงานมาทำงานสายเอนเตอร์เทน แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่มีใครขำมุขของเขา ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำทำให้เขาและภรรยาที่ท้องแก่ใกล้คลอดอยู่ในสภาพอัตคัต ต้องอาศัยอยู่ในห้องแบ่งเช่าโกโรโกโส แจ็คจึงตัดสินใจทำงานให้กับแก๊งมาเฟีย โดยหวังว่าจะเอาเงินมาจุนเจือครอบครัว


แก๊งมาเฟียให้แจ็คปลอมเป็นเรดฮูด เข้าบุกโรงงานยา แต่คืนก่อนปฏิบัติการแจ็คได้รับแจ้งว่า เจนนี่ ผู้เป็นภรรยาได้เสียชีวิตแล้วโดยอุบัติเหตุ แจ็คจึงไม่ต้องการที่จะปฏิบัติการต่อไป แต่ถูกแก๊งมาเฟียบังคับ ด้วยความเศร้า เหม่อลอย และ ไม่ทันระวัง ระหว่างบุกโรงงาน แจ๊คจึงพลัดตกลงไปในบ่อสารเคมี ทำให้ผิวกลายเป็นสีขาวเผือก ผมกลายเป็นสีเขียว และกลายเป็นบ้าในที่สุด

ชีวประวัติของโจ๊กเกอร์จาก Batman: The killing joke เล่มนี้เป็นต้นตำรับของโจ๊กเกอร์แทบทุกเวอร์ชั่นที่ถูกนำไปดัดแปลง แม้กระทั่งในเวอร์ชั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ฮีธ เล็ธเจอร์ เพราะจากบทสัมภาษณ์ ฮีธ ก็ได้อ้างอิงว่าศึกษาบทจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวแล้ว คิดว่าหนังสือเล่มนี้อาจมีส่วนต่อการเสียชีวิตของ ฮีธ ด้วยเพราะเนื้อเรื่องภายในค่อนข้างกดดัน และ มีการนำเสนอที่ ชวนหดหู่ ประกอบกับบุคลิกโดยทั่วไปของโจ๊กเกอร์จากแหล่งอื่นๆ ก็ล้วนแต่ดำมืด วิปริต เมื่อฮีธ ศึกษาตัวลครนี้ลึกลงไป และยิ่งต้องซึมซับเอาความคิดจิตใจของตัวละครมา เพื่อที่จะถ่ายทอดออกมาโดยการแสดง ก็เป็นไปได้ที่จะทำให้เขารู้สึกหดหู่ กดดัน และรู้สึกถึงความดำมืดวิปริตโดยตรง จนเป็นสาเหตุของการตาย

Harley Quin
เมื่อกล่าวถึงโจ๊กเกอร์แล้ว อีกคนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ย่อมเป็น ฮาร์เลย์ ควิน ตัวตลกหญิงที่มาเป็นคู่กันกับโจ๊กเกอร์ ฮาร์เลย์ ควิน เองก็มีชีวประวัติคลุมเคลือ และ ถูกดัดแปลงหลายฉบับเช่นเดียวกันกับโจ๊กเกอร์ แต่หลักๆแล้ว เธอมีชื่อจริงว่า ฮาร์ลีน ควินเซล เป็นจิตแพทย์หญิงที่มีความสามารถด้านยิมนาสติก และสำเร็จการศึกษาเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัย ก่อนจะมาทำงานที่ Arkham Asylum ซึ่งโจ๊กเกอร์ถูกคุมขังอยู่ในขณะนั้น ด้วยความทะเยอทะยาน ดร.ฮาร์ลีน ได้ทำวิจัยและพูดคุยกับโจ๊กเกอร์ตัวต่อตัว โดยไม่สนใจต่อคำเตือนของจิตแพทย์คนอื่นๆ ถึงความร้ายกาจของโจ๊กเกอร์ กระทั่งท้ายที่สุดจิตแพทย์สาว ก็หลงกล หลงคารม และ หลงรัก คนไข้โรคจิตของเธอจนถอนตัวไม่ขึ้น ถึงขนาดที่ยอมปล่อยโจ๊กเกอร์ออกจากสถานคุมขัง ในตอนท้ายของเรื่องนั้น หนังสือ 2 เล่มที่กล่าวถึงชีวประวัติของ ฮาร์เลย์ ควิน เขียนต่างกัน จากเรื่อง Mad Love นั้นจบแบบเกือบๆ แฮปปี้เอนดิ้ง คือ โจ๊กเกอร์หนีไปได้ แต่ถูกจับกลับมาอีกในสภาพสะบักสะบอม ดร.ฮาร์ลีน จึงได้ตัดสินใจพาโจ๊กเกอร์หนีออกไปอยู่กินด้วยกัน (อย่างมีความสุขหรือเปล่าก็ไม่รู้....) ส่วนหนังสือเรื่อง Harley Quin นั้น หลังจากที่ ดร.ฮาร์ลีน ปล่อยโจ๊กเกอร์ออกไป ตัวเองก็ถูกจับ และพบว่ามีสภาพจิตไม่ปกติ จึงถูกกักขังไว้โดยได้แต่หวังลมๆแล้งๆว่าวันหนึ่งสุดที่รักของเธอจะหวนกลับมาช่วยเธอออกไป กระทั่งวันหนึ่งเกิดแผ่นดินไหว เธอจึงหนีออกมาได้ และ กลับมาหาโจ๊กเกอร์สุดที่รักของเธอได้ในที่สุด

ฮาร์เลย์ ควินนั้นเป็นตัวละครที่ดูไปแล้วแทบจะตลกร้ายกว่าโจ๊กเกอร์เองเสียอีก ตั้งแต่ชีวประวัติของเธอที่เป็นจิตแพทย์ แต่กลับหลงรักคนไข้โรคจิต และ กลายเป็นฆาตกรโรคจิตไปเสียเอง บุคลิกของฮาร์เลย์ นำเสนอบุคลิกของผู้หญิงทั่วไปที่เวลาที่มีความรัก เธอรักโจ๊กเกอร์หัวปักหัวปำ และตามเขาไปทุกที่ ความรักของเธอรุนแรงทำให้บางครั้งก็แค้นโจ๊กเกอร์ถึงขนาดจะฆ่าให้ตาย แต่พอโจ๊กเกอร์หยอดคำหวานก็หายเป็นปลิดทิ้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างโจ๊กเกอร์และฮาร์เลย์ นั้นค่อนข้างซับซ้อน ในทุกเวอร์ชั่น โจ๊กเกอร์มักจะพยายามทุกวิถีทางที่จะสลัดฮาร์เลย์ทิ้งไป ทั้งย้ายหนีโดยไม่บอก ผลักให้แบทแมนจับ ถึงขนาดวางแผนฆ่าก็มี แต่สุดท้ายฮาร์เลย์ ก็กลับมาได้ทุกครั้ง โจ๊กเกอร์มักปฏิบัติกับฮาร์เลย์แบบซาร์ดิสม์ มือถึง เท้าถึง จะดีกับฮาร์เลย์ก็เฉพาะเวลาที่หลอกใช้ มีผลประโยชน์ แต่ลึกๆแล้วในใจโจ๊กเกอร์ก็น่าจะรักฮาร์เลย์อยู่เช่นกัน เหมือนกับว่ารำคาญ แต่ก็ขาดไม่ได้ อ้างอิงจากหลายๆเวอร์ชั่น เช่น Harley Quin ในตอนที่โจ๊กเกอร์หลอก ฮาร์เลย์ เข้าไปในร็อกเกต โจ๊กเกอร์คิดว่าฮาร์เลย์จะต้องตายแน่นอนจึงทิ้งเทปวีดีโอไว้ในร็อกเกต เผยความในใจว่าตลอดเวลาที่ฮาร์เลย์ตามมาอยู่ด้วยทำให้เกิดความรู้สึกอ่อนไหวในใจ และโจ๊กเกอร์เกลียดความรู้สึกแบบนี้จึงต้องฆ่าเธอซะ 

ความสัมพันธ์แบบบ้าๆ ของคนบ้าสองคน คล้ายกับจะสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักชายหญิงทั่วๆไปเวลาที่รักกันผู้หญิงมักจะยอมทุกอย่าง รักจริง แค้นจริง ส่วนผู้ชายนั้นรักอิสระ แต่จริงๆแล้วก็ไม่สามารถอยู่ตัวคนเดียวได้


 

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กินเจช่วงคุมน้ำหนัก กินอย่างไรไม่ให้อ้วน

กินเจช่วงคุมน้ำหนัก กินอย่างไรไม่ให้อ้วน

กินเจช่วงคุมน้ำหนัก กินอย่างไรไม่ให้อ้วน
เทศกาลถือศีลกินเจ เวียนมาครบรอบปีอีกแล้ว ถือเป็นเทศกาลที่ได้รับความสนใจ ทั้งในหมู่คนไทยเชื้อสายจีนและคนทั่วไป เพราะหลายคนเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่จะได้งดการฆ่าและรักษาชีวิตสัตว์ที่มาเป็นอาหารให้กับเรา และยังเป็นช่วงเวลาที่เหมือนได้ทำ detox ล้างสารพิษต่างๆที่มาจากอาหารที่เราทานกันอย่างไม่ได้ยั้งคิดไปในตัว
การถือศีล กินเจ หรือ ประเพณีถือศีลกินผัก ถือเป็นประเพณีแบบลัทธิเต๋าโดยมีการปฏิบัติเคร่งครัดเรื่องการกิน รวม 9 วัน กำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือ เริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนและมีตำนานเล่าขานกันหลายตำนานตามแต่ความเชื่อของแต่ละพื้นที่
ในปัจจุบัน เทศกาลกินเจมักจัดขึ้นในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ตลอดจนหมู่เกาะรีออในอินโดนีเซียและอาจมีในบางประเทศในแถบเอเชีย เช่น ภูฏาน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง อีกด้วย

จุดประสงค์ของการกินเจ

การรับประทานเจนั้นต่างคนอาจมีจุดมุ่งหมายต่างกันไปตามแต่ความเชื่อ แต่สามารถแยกกลุ่มที่มีจุดประสงค์แตกต่างกันได้ดังนี้
การกินเพื่อสุขภาพ
อาหารเจถือว่าเป็นอาหารประเภทชีวจิตอย่างนึง เมื่อรับประทานติดต่อกันได้ตามระยะเวลา ก็จะทำให้ร่างกายเกิดสมดุล ทำให้ร่างกายปรับตัว สามารถขับสารพิษของเสียต่างๆออกจากร่างกายได้ ปรับระบบการไหลเวียนเลือด และระบบทางเดินอาหารให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การกินด้วยจิตเมตตา
การรับประทานอาหารเจ ตามความเชื่อเรื่องการทำบุญ ทำทานแก่สัตว์ร่วมโลก เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ดังนั้น ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกอันดีงามย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีเลือดเนื้อ จิตใจ เช่นเดียวกับคนเรา จึงถือโอกาส ละเว้นการทานเนื้อสัตว์ในช่วงเวลานี้
การกินเพื่อละเว้นกรรม
สำหรับผู้ที่มีความเชื่อเรื่องบาปบุญ เวรกรรมจากภพภูมิที่แล้ว จะตระหนักว่าการกินโดยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม การซื้อจากผู้อื่นก็เหมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย กรรมที่สร้างนี้จะติดตามสนองเราในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลงเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อผู้หยั่งรู้เรื่องกฎแห่งกรรมนี้จึงหยุดกินหยุดฆ่า หันมารับประทานอาหารเจ ซึ่งทำให้ร่างกายเติบโตได้เหมือนกัน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น

ข้อบังคับของการกินเจ

ในช่วงเทศกาลนี้จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ทั้งการถือศีล พูดจาไพเราะ ไม่นินทาว่าร้าย นุ่งและแต่งกายด้วยชุดขาว(กรณีคนที่เคร่งมากๆ) นอกจากนี้ยังมีในส่วนของข้อห้ามต่างๆเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินดังนี้
การงดกินผักฉุนหรือผักที่มีกลิ่นแรง
ถึงแม้จะไม่ใช่เนื้อสัตว์ก็ยังมีผักบางชนิดที่ถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับการทานเจเนื่องจากเชื่อว่า ผักที่มีกลิ่นฉุนเหล่านี้ ให้โทษทำลายพลังธาตุในร่างกาย เป็นเหตุให้อวัยวะหลักที่สำคัญภายในทั้ง 5 ทำงานไม่ปกติ
สำหรับผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานไม่ควรรับประทาน เพราะผักดังกล่าวมีฤทธิ์ กระตุ้นจิตใจและทำให้อารมณ์ให้เร่าร้อน ใจคอหงุดหงิด โกรธง่าย และยังมีผลทำให้พลังธาตุในร่างกายรวมตัวไม่ติด จิตใจจะไม่บริสุทธิ์ ซึ่งประกอบไปด้วยพืชผัก 5 ชนิด ได้แก่
  • ทุกส่วนของกระเทียม
  • ทุกส่วนของหัวหอม ต้นหอมทุกชนิด
  • หลักเกียว (ลักษณะคล้าย หัวกระเทียม แต่เล็กกว่า)
  • ใบ-ดอก กุ้ยช่าย
  • ใบยาสูบ (บุหรี่,ยาเส้น,ของเสพติดมึนเมา)
  • การงดกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด
ซึ่งแน่นอน เนื้อสัตว์เป็นสิ่งต้องห้ามหลัก เพราะ คนจีนเชื่อว่าก่อนตายสัตว์จะตกอยู่ในอาการตกใจกลัวเมื่อเรากินมันเข้าไป อาจจะทำให้เรามีบาปติดตัวไปด้วย เพราะมันคือสิ่งที่มีชีวิตเหมือนกับคน ข้อนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คนจีนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ไม่ควรทานอาหารรสจัด
เนื่องจากการทานอาหารรสจัด ไม่ว่า หวาน เผ็ด หรือเค็ม มากเกินไป ก็ล้วนแล้วแต่ไม่ส่งผลดีกับสุขภาพทั้งสิ้น ซึ่งข้อห้ามนี้ถือว่าถูกหลักของการแพทย์ในแผนปัจจุบัน และหลักการการลดน้ำหนักที่ถูกต้องอีกด้วย
ต้องกินอาหารที่ปรุงด้วยคนที่กินเจเท่านั้น
สำหรับข้อนี้ถ้าปฏิบัติได้จะถือว่าการทานเจนี้บริสุทธิ์จริงๆ เพราะอาหารได้ถูกปรุงขึ้นจากผู้บริสุทธิ์ แต่ด้วยปัจจุบัน สภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ข้อปฏิบัตินี้ก็สามารถอะลุ่มอล่วยกันได้ หลายๆคนจึงเอาสะดวก โดยให้เน้นข้อหลักไว้ก็เพียงพอแล้ว
จะต้องไม่ใช้ถ้วยชามปะปนกัน
เพราะการทานเจมีข้อกำหนดเคร่งครัดว่า จาน-ชามที่ใส่อาหารที่ไม่เจ ซึ่งชาวจีนเรียกว่า ชอ นั้น ไม่สามารถใช้ปะปนกับจาน-ชามที่ใช้ทานอาหารเจได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องล้างทำความสะอาดจาน- ชามในบ้าน ก่อนเทศกาลจะเริ่ม และใช้ไปตลอดช่วงเทศกาลไม่ปะปนกับจาน-ชามทั่วไป
งดเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิด
ข้อถือเป็นอีกข้อที่เป็นไปตามหลักการถือศีลที่สำคัญ เพราะนอกจากการงดอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์แล้ว สิ่งที่สร้างความมึนเมาหรือสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้ขาดสติก็ห้ามนำเข้าสู่ร่างกายด้วย

กินเจเพื่อสุขภาพทานอย่างไรไม่ให้อ้วน

เรื่องใหญ่ เรื่องกังวลของคนที่กำลังลดน้ำหนัก หรือ อยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนัก ที่มีกับเทศกาลถือศีลกินผักนี้คือ กลัวว่าการทานเจ ที่มีแต่อาหารที่มีแป้งเป็นหลัก จะทำให้น้ำหนักจะขึ้น หรืออาหารเจจะทำให้อ้วน ซึ่งความจริงตามหลักการแล้ว อาหารทุกอย่างไม่ได้ทำให้อ้วน ขึ้นอยู่กับว่าเราทานมันมากเกินความพอดีหรือไม่ต่างหาก
ถึงแม้ว่าอาหารเจจะมีแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก แต่หากเราเลือกและกะปริมาณอย่างพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ไม่ต้องกังวลว่าการถือศีลกินผักจะทำให้โปรแกรมการลดน้ำหนักของเราล้มเหลว
ซึ่งเทคนิคของการเลือกอาหารเจให้ได้พลังงานที่เหมาะสมคือ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารทอดทุกชนิด ทั้ง เผือกทอด เต้าหู้ทอด เปาะเปี๊ยะ ขนมอบ เบเกอรี่ต่างๆ อาหารแปรรูป ที่ทำรูปแบบคล้ายอาหารปรกติ เช่น หมู ไก่ เจ อาหารที่ปรุงรสจัด หวาน มัน เค็มจัดๆ หรืออาหารที่ผัดน้ำมันและอาหารที่ใส่กระทิมากๆ
เลือกอาหารที่มีผักเป็นส่วนประกอบหลัก โดยปรุงด้วยวิธีการ ต้ม นึ่ง เผา หรือย่าง หากคุณจำเป็นต้องพึ่งพาร้านอาหารสำเร็จรูปเป็นหลัก ให้ใส่ใจเลือกเมนูที่มันน้อยหน่อย หรือลดการทานน้ำที่มากับเมนูจานผัด และ แกงต่างๆ เพราะน้ำเหล่านั้นจะมีไขมัน น้ำตาลและเครื่องปรุงรสผสมอยู่
จำกัดปริมาณข้าวแป้งให้พอเหมาะ ตามสัดส่วนของพลังงาน และ ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายต้องการ  เพราะในอาหารเจส่วนมากจะมีการใส่โปรตีนเกษตร หรือ หมี่กึงที่ทำจากถั่วเหลือง ซึ่งมีทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตรวมกันอยู่ ซึ่งโปรตีนเกษตรก่อนปรุง ปริมาณ 100 กรัม จะให้โภชนาการดังนี้
พลังงาน366.38 kcal
โปรตีน49.76 กรัม
คาร์โบไฮเดรต (รวม crude fiber)40.89 กรัม
ใยอาหาร13.6 กรัม
ไขมัน0.42 กรัม
โซเดียม0.95 มก.
นอกจากนี้ควรเลือกทานข้าวกล้องข้าวหรือข้าวซ้อมมือแทนการทานข้าวขาว หรือ อาหารประเภทเส้นต่างๆ เพราะข้าวกล้องจะช่วยให้อิ่มนานและอยู่ท้องมากกว่า และ ช่วยลดความอยากทานอาหารระหว่างมื้อลงได้
อีกเคล็ดลับนึง ถ้าหากกลัวว่าอาหารเจสำเร็จรูปที่ขายอยู่จะมันมากเกินไป ควบคุมสารอาหารได้ยาก ให้ลองทำเมนูเจแบบง่ายๆทานเองที่บ้านโดยควบคุมส่วนผสม การใช้น้ำมันและเครื่องปรุงตามที่ต้องการ และที่สำคัญควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ส่วนเรื่องของโปรตีนนั้นไม่ต้องกังวลเพราะเต้าหู้และถั่วต่างๆให้โปรตีนสูงอยู่แล้ว หากมีอาการหิวบ่อยลองพกถั่วติดตัวไว้ทานเป็นของว่าง และกินครั้งละไม่มาก ไม่เกิน 1 อุ้งมือ แค่เพื่อไม่ให้หิวจัดเกินไป เพิ่มการทานผักที่ให้โปรตีนอย่างถั่วงอก ผักโขมผักปวยเล้ง ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดโปรตีนให้กล้ามระคายเคืองอีกด้วย
สุดท้าย จงทำใจให้สบายอย่าเครียดจนเกินไป ขอให้ทำให้เต็มที่เพราะเป็นระยะเวลาสั้นๆแค่ 9 วันเท่านั้น จะได้อิ่มบุญอย่างมีความสุขกันทั่วหน้าจะดีกว่า